Jcampa

ยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าเยี่ยมชม และออกความเห็น แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน

You are cordially invited to join sharing your experience here.

เชิญร่วมแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันตรงนี้


ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

Land of smile : เมืองยี้ม / ดินแดนแห่งรอยยิ้ม



Land of smile : เมืองยี้ม / ดินแดนแห่งรอยยิ้ม

เห็นโฆษณาอันหนึ่งในสถานีโทรทัศน์ช่อง D-Station เปิดใหม่ กำลังเป็นที่สนใจของบรรดาผู้รักความยุติธรรม ผู้ไม่ชอบการปฏิวัติ รัฐประหาร

ไม่ทราบว่าโฆษณาชิ้นนี้จะเป็นของเอกชน หรือของหน่วยงานของรัฐ ไม่แน่ใจ แต่อดที่จะนำมาวิจารณ์ไม่ได้ เพราะไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงของคนคิดทำโฆษณาชิ้นนี้ ว่าต้องการจะส่งเสริมการยิ้มของคนไทย หรือจะทำลายประเทศไทย ที่เคยมีการยิ้มเป็นปกตินิสัยของคนไทย (ก่อนหน้านี้) อยู่แล้ว ซึ่งมาพักหลังๆเริ่มจะมีอะไรต่อมิอะไรมาทำให้คนไทยเครียด หรืออย่างน้อยก็เรื่องการบ้านการเมือง ที่แตกแยกกันออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นขั้ว เป็นกลุ่มเสื้อเหลือง หรือกลุ่มเสื้อแดง อย่างนี้เป็นต้น จึงทำให้คนไทยขาดร้อยยิ้มไปอย่างมาก ไม่ผิดอะไรกับผู้คนในประเทศที่เป็นเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งมีแต่การแข่งขัน ดิ้นรน ตั้งหน้าตั้งตา มุ่งมั่นทำงานอย่างเดียว แข่งขันกันเพื่อการอยู่รอดของครอบครัว หรือของตัวเอง จนหารรอยยิ้ม ความเห็นอกเห็นใจกันไม่มี ใครมีกำลังมาก ใครไวกว่า ใครเร็วกว่า ย่อมได้ก่อน มีโอกาสก่อน อะไรทำนองนั้น

สาเหตุที่ต้องเอาพูดไว้ตรงนี้ เพราะว่ามีฝรั่งคนหนึ่ง ยืนถามคนไทยต่างเพศ ต่างอาชีพกันหลายคน ถ้าจำไม่ผิด ประมาณห้าคน ด้วยคำถามว่า

Where am I now ? : ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน

ด้วยรีราและท่าที่ยิ้มแย้ม ส่วนคนไทยกลับตอบด้วยน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจัง หน้าตาออกไปในทางน่าเกลียดน่ากลัว ขึงขังมากกว่า ด้วยคำตอบที่ว่า

Thailand, land of smile : ประเทศไทย ดินแดนแห่งรอยยิ้ม หรือประเทศไทย เมืองแห่งรอยยิ้ม 

ดูหน้าตาในทีวี แต่ละคนตั้งหน้าตั้งตาเอาจริงเอาจัง แบบหารอยยิ้มไม่มีเลย ดูยังกะจะกัดกินฝรั่งที่เป็นคนถาม อย่างไงยังงั้น หรือเหมือนโกรธเขามาตั้งนาน ส่วนฝรั่งเองกลับมีแต่รอยยิ้มตลอดเวลา ตกลงว่า เป็น ไทยแลนด์ ที่ขาดรอยยิ้ม ถึงขนาดต้องเอาฝรั่งมาสอนยิ้มให้ดู หรือยังไงกันแน่ นี่ถ้าภาพนี้ออกไปทั่วโลก จะให้เข้าใจประเทศไทยยังไงดี ใครได้ใครเสียกันแน่ น่าคิด  เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ของเล่นนะ มันออกจะกระทบกระเทือนประเทศเราได้มากทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีที่น่าสังเกตอีกด้วยว่า ฝรั่งเขาพาออกเสียงคำว่า smile ว่า สไมเอิล (ออกเสียงคล้าย สไมเอิ้น) แต่คนไทยไม่ยักจะเกต (get) ตามเขาพูด กลับออกเสียงดังลั่นด้วยเสียงชัดถ่อยชัดคำว่า

Yes, land of smile : เยส แลนด์ ออ๊ฟ สไม (ใช่คะ / ครับ ดินแดนแห่งรอยยิ้ม หรือเมืองยิ้ม) 

ตรงนี้มักจะเป็นจุดอ่อนอันหนึ่งของคนไทยเรา ที่พากันเรียนมาอย่างนี้ แม้แต่ คำว่า fire ก็อ่านออกเสียงกันแค่ ไฟ เหมือนอ่านภาษาไทยอย่างไหนอย่างนั้น ฝรั่งเขาจะออกเสียงตัว re ด้วย นั่นคือ ไฟเออร์ หรือ ไฟเออะ อะไรทำนองนั้น นอกจากนั้นยังมีอีก เช่นคำว่า four ไทยเราอ่านออกทีวีกันว่า โฟ เต็มปากเต็มคำ ที่จริงนั้นเขาออกเสียงเป็น โฟเอร์ หรือ ฟอเออร์ คือจะมีเสียงตัวอาร์ออกมาด้วย และเป็น ฟอร์ ไม่ใช่ โฟ ตรงนี้พวกเราคนไทยมักขาดการสังเกต นอกกจากจะทำให้เราฟังฝรั่งไม่รู้เรื่อง เรายังพูดให้เขาเข้าใจเราไม่รู้เรื่องด้วย อีกคำหนึ่ง คือคำว่า oil ซึ่งคนไทยเราอ่านกันจนติดปากว่า ออย ที่จริงนั้นเขาจะอ่านออกเสียงตัว l (แอล) ด้วยว่า ออยเยิล อะไรทำนองนั้น หรือ ออยล์ ซึ่งแปล่าน้ำมัน อย่างนี้เป็นต้น


Jcampa-เจแคมป้า
28 January 2009
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]

Email :   myvictory32@hotmail.com         CC:     victory267@yahoo.com

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิพากษ์ Tenses คือหัวใจสำคัญของหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจริงหรือ?


เขาว่า Tenses คือหัวใจสำคัญของหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจริงหรือ?

เขาว่า Tenses เป็นหัวใจสำคัญของหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจริงไหม

ตรงนี้ เป็นคำโฆษณา หนังสือ เกี่ยวกับ Tenses เขาว่า

Tense ภาษาอังกฤษอย่างทะลุปรุโปร่ง เรียนรู้หัวใจสำคัญของหลักไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ
ประกอบด้วย หนังสือ +… ภาษาอังกฤษ Tense ไวยากรณ์ คำศัพท์ Tense ภาษาอังกฤษอย่างทะลุปรุโปร่ง เรียนรู้หัวใจสำคัญ ของหลักไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ

(ขอถือโอกาสโฆษณาให้ไปเลย สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่อง Tenses) เพราะเขามี

เนื้อหาภายใน ดังนี้

• Introduce • แบบทดสอบก่อนเรียน
• ประเภทกริยา
• Present Simple Tense
• Present Continuous Tense
• Present Perfect Tense
• Present Perfect Continuous Tense
• สรุปเรื่อง Present Tense
• Past Simple Tense
• Past Continuous Tense
• Past Perfect Tense
• Past Perfect Continuous Tense
• สรุปเรื่อง Past Tense
• Future Simple Tense
• Future Continuous Tense
• Future Perfect Tense
• Future Perfect Continuous Tense
• สรุปเรื่อง Future Tense
• สรุปเรื่อง Tense ทั้งหมด
• เฉลยแบบฝึกหัดทุกบทเรียน

เข้าใจ Tense ภาษาอังกฤษอย่างทะลุปรุโปร่ง เรียนรู้หัวใจสำคัญ ของหลักไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ สื่อการสอนชุด “Tense” นี้ สามารถให้ความกระจ่างกับทุกข้อสงสัยในเรื่อง Tense ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษ ที่ท่านประสบปัญหามาเป็นเวลานาน โดยเนื้อหาเริ่มตั้งแต่พื้นฐานไปจนผู้เรียนสามารถนำหลักการต่างๆ ไปประยุกต์ใช้กับทักษะการฟัง, พูด, อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับผู้อื่นได้อย่างชัดเจน รวมถึงการสอบเข้าในระดับชั้นต่างๆ


เห็นโฆษณาข้างต้นของ หนังสือเล่มนี้แล้ว อดที่จะวิพากย์ วิจารณ์ไม่ได้

เพราะเป็นโฆษณาที่ทำให้คนไทยเข้าใจผิดๆ หลงประเด็น ต่อให้คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ และอีกหลายเล่ม (ซึ่งมีเขียนออกมามากมายหลายเล่ม) อ่าน เขียน แปลภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เกิด จนชีวิตไม่มีเหลืออยู่ในโลกนี้ ก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้ Tenses ครบหมดทุก Tenses ซึ่งมีอยู่จริง

มีไม่กี่ Tenses เอง ที่เขาใช้กัน อย่างเช่น

Present Simple, Present Perfect, Past Simple, Past Perfect, Future Simple Tenses กับอีกไม่กี่ Tenses เอง อย่างที่ใช้เหตุการณ์สมมุติ หรือ Conditional ก็เท่านั้นเอง

แต่ถ้าจะ รับรู้หรือรับทราบเอาไว้ ก็ไม่ว่ากัน เอาไว้เป็นความรู้ประดับตัว หลังจากสอบเอาคะแนนกับอาจารย์ที่สอนไปแล้ว หลังจากนั้นแม้แต่อาจารย์ที่สอนก็ยังไม่มีปัญญาจะเอามาใช้งาน หรือใช้สื่อสารได้หมดเลย

หมายถึงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะต้องพรรณนา อธิบายเป็นกรณีพิเศษ วิเศษวิโส เกินความเป็นจริงไปอย่างพิสดารตามที่ Tenses ทั้งหมด (12 Tenses) วางกฎเกณฑ์เอาไว้ทั้งหมดนั้นเลย

ดังนั้นตรงประเด็นที่ว่า Tenses เป็นหัวใจสำคัญของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ จึงไม่ค่อยจะถูกต้องนัก และคนที่พูดอย่างนี้ มันฟ้องออกมาว่าผู้ที่พูดนั้น รู้ไม่จริง และไม่ค่อยได้ใช้ภาษาเลย หรือใช้มาน้อยมาก หรือจำมาสอนเด็กเท่านั้น แต่ไม่เคยใช้มันเลย หรือไม่ก็ไปจำเอาแต่คำพูดคนอื่นมาพูดโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้อะไรเลย ไม่ได้สัมผัสมาจริงเลย เลิกพูดข้อความตรงนี้ได้แล้ว เพราะมันจะทำให้เด็กๆเข้าใจผิด ไปมัวเอาเวลาไปทุ่มเทอยู่กับเรี่อง Tenses ทั้งที่เรื่องที่สำคัญมากกว่า Tenses ก็มีอีกเยอะแยะ ข้อความอย่างนี้แทบจะไม่มีใครกล้าพูดแบบฟันธงอย่างนี้ แต่เชื่อเถอะ นี่คือความจริง

แม้แต่ผู้ที่เขียนซึ่งกำลังวิจารณ์โฆษณาอันนี้อยู่ตอนนี้ ก็ใช้ภาษาอังกฤษมาค่อนชีวิต ทั้งอ่าน ทั้ง เขียน ทั้งแปลอังกฤษเป็นไทย และทั้งภาษาไทยเป็นอังกฤษมานมนานหลายปี ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ Tenses ดังกล่าวครบเลย นอกจาก Tenses ตามตัวอย่างที่ยกมาให้ดูข้างต้นนั้น

ถึงคุณจะเรียนแน่นแค่ไหน แต่ก็มีการใช้ที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ยกตัวอย่างง่ายๆว่า ใน Internet ถ้าเราใช้ Yahoo ส่ง อีเมล์ พอคุณส่งไปเรียบร้อยแล้ว Yahoo จะแจ้งด้วยข้อความว่า Message sent อะไรทำนองนั้น แต่ใน AOL กับ Gmail จะ ใช้ว่า Your message has been sent

แต่ถ้า ฟังข่าวภาคภาษาอังกฤษ หลังข่าว BBC หรือ ข่าวทั่วโลกจบลง คนอ่านข่าวเขาจะพูดว่า
That was World News หรือ That was BBC News อย่างนี้เป็นต้น

แต่ตรงนี้ก็ต้องไปศึกษาว่าข้อความทั้งสอง คือ Message sent หรือ Your message has been sent กับ That was World News หรือ That was BBC News เขามีการใช้ต่างกันอย่างไร ทั้งที่ทั้งสองอย่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นไปหยกๆ แบบเดียวกัน แต่เชื่อเหลือเกินว่าตำราภาษาอังกฤษในเมืองไทยในเรื่องอย่างนี้ หาอ่านได้ยากมาก

หรือแม้แต่การแปลบทคัดย่อของบรรดานักศึกษาทั้งหลาย ที่พวกเขาไปจ้างคนแปล ถ้าคุณไปแปลเป็น Present tense เขาจะแจ้งมาว่าอาจารย์ของเขาให้ทำเป็น Past tense ให้หมด ฟังดูก็ประหลาด อันไหนเป็นอดีต อันไหนเป็นความจริง อันไหนเป็นปกตินิสัย อันไหนเกิดขึ้นในอดีตแต่ยังมีผลถึงอดีต หรือเหตุการณ์ใหนเกิดขึ้นก่อนในอดีตและมีเหตุณ์การหลังได้เกิดขึ้นตาม จะมัวไปใช้แต่ Past tenses อย่างนั้นหรือ เขาจะไม่คำนึงถึงความถูกต้องเอาเสียเลย หรือว่าอาจารย์เขาไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับ Tenses อย่างนั้นเหรอ

ดูเอาง่ายว่า ถ้าคุณอยู่ดี บอกว่า The world was round มันจะหมายความว่าอย่างไรแน่ แสดงว่าเมื่อก่อน โลกมันกลม และขณะเดียวกันข้อความตรงนี้มันจะบอกด้วยว่า ขณะนี้โลกไม่กลมแล้ว อย่างนั้นเหรอ ตรงนี้ มันเป็นความจริง เราจำเป็นต้องใช้ว่า The world is round แล้วจะมาให้ทำเป็น Past tense ได้อย่างไร สิ่งที่คุณได้ทำลงไป หรือมีการทดลองไปแล้วมัน ถ้าไม่เป็นอดีต หรือไม่เป็น Present perfect tense แล้วเราลำดับขั้นตอน หรือความเป็นมาของบทคัดย่อนั้นได้อย่างไร ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าการกระทำนั้นยังมีผลตามมาถึงปัจจุบันไหม หรือมีการเจาะจงเวลาไหม ถ้ามีก็ต้องใช้ Past tense หรือมีข้อความอื่น ที่เกี่ยวข้องประกอบอยู่ด้วยมันเจาะจง หรือบอกเวลาเอาไว้ไหม ก็ต้องทำเป็น Past tense อย่างนี้เป็นต้น จะมามัวบอกว่า ต้องเป็น Past Tenses อย่างไรได้ และถ้า

I have been to Korea twice. การกระทำที่เกิดขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่งที่ไม่ได้ระบุเอาไว้ในอดีต คือเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ในอดีต อย่างในตัวอย่างนี้ ก็ไม่มีเวลาเจาะจงเอาไว้ แต่บอกว่าเคยไปเกาหลีถึงสองครั้งสองครา แต่ถ้า

Last month I went to Dubai for my holidays ตรงนี้มีเวลาบอกเอาไว้ คือ Last month เมื่อเดือนที่แล้วผมไปเที่ยวดูไบในวันหยุดของผม อะไรทำนองนี้เป็นต้น

ตรงนี้นำมากล่าว เพื่อให้ย้อนไปอ่านดูการใช้ Tenses อีกครั้ง ไม่ใช่จะให้เป็น Past tense ตลอดอย่างที่นักศึกษาเขาบอกมา

ขณะเดียวกัน ในข้อความเดียวกัน เหตุการณ์ เดียวกัน อเมริกันใช้ Past tense แต่ Australian ใช้ Present Perfect ก็มี

หรือในเอกสารทางการ หรือในสัญญาต่างๆ ลงวันที่เจาะจงเวลาเอาไว้อย่างดี ตามที่เราเรียนจากห้องเรียนให้ใช้ Past tense แต่เขาใช้ Present Tense เช่น

This document is issued on 1 January 2003 : เอกสารฉบับนี้ออกให้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2546
This agreement is made on 1 January 2003 : สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้น
หรือ

ถ้าคุณรับจดหมาย หากคุณตอบเขาไปว่า คุณได้รับจดหมายของเขา คือ

I received your letter. กับ I have received your letter.

คุณตอบได้ทั้งสองแบบ แต่ความหมายต่างกัน

อันแรกจะบอกว่า รับแล้ว แต่จะสำคัญ หรือมีความสำคัญผูกพันธ์กับคุณ หรือกับจดหมายฉบับนั้นอย่างไร คือสักแต่รับ เออ รับแล้ว อ่านแล้ว อะไรก็ช่างหัวมันอะไรทำนองนั้น

ส่วนอันหลังนั้นมันยังมีอะไรผูกพันธ์กับสิ่งที่เขียนเอาไว้ในจดหมายนั้น หรือมีผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันอยู่ เช่น ถ้าสั่งซื้อสินค้าก็แสดงว่า แน่นอนเขาจะจัดการส่งให้เรา หรือจัดหาให้เราอยู่ อะไรทำนองนั้น หรือคนรับจดหมายรับปากอย่างไรกับเรา ก็แน่นอนว่าเขายังไม่ลืมในคำรับปากนั้น อย่างนี้เป็นต้น

อนึ่ง ก่อนจะจบข้อความนี้ ขอย้อนกลับไปที่ Message sent ของ Yahoo ตรงนี้อีกครั้ง ถ้าไปทำความเข้าใจในเรื่อง Participle ตรงที่ว่า Message sent สามารถเป็นได้ ทั้ง

Message is sent, message was sent, message has been sent

ตรงนี้ลองไปหาอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ดู

ขอทิ้งท้ายเอาไว้เป็นประเด็นจะได้รู้จักไปค้นคว้า ความรู้จะได้แน่นขึ้น หรืออย่างน้อยจะได้เทียบกับที่อ่านมานี้ว่าจริงหรือไม่ และไม่แน่ใจว่า ข้อยกเว้นตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในหนังสือเล่มดังกล่าวจะมีพูดถึงไหม ถ้ามีก็นับว่าดีมากๆเลย

และก็ขอขอบคุณที่อุตส่าห์ พยายามทำเป็นเล่มเอาไว้ หากมีผู้สนใจ หรือติดขัดเกี่ยวกับเรื่องนี้จะได้หาอ่านได้ แต่ขอทักท้วง ข้อความที่ว่าเป็นหัวใจสำคัญดังกล่าว เพราะผู้เขียนที่กำลังวิจารณ์หนังสือเล่มดังกล่าวอยู่นี้ ก็ได้ยินคำพูดทำนองนี้มาหลายครั้งแล้ว แม้แต่ตามโรงเรียนสอนภาษา ก็ประโคมข้อความตรงนี้ หลายแห่ง แต่ผิดถนัด ถ้าเคยสัมผัสกับภาษาอังกฤษมาจริง ขอยืนยันเอาไว้ตรงนี้


Jcampa-เจแคมป้า

(28 December 2008)
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551

WRP: แฉกะเทยวัยรุ่น ตุ๊ด-แต๋ว แห่ตัดลูกอัณฑะเป็นแฟชั่น เชื่อสวยเหมือนหญิง

WRP: แฉกะเทยวัยรุ่น ตุ๊ด-แต๋ว แห่ตัดลูกอัณฑะเป็นแฟชั่น เชื่อสวยเหมือนหญิง

แฉกะเทยวัยรุ่น ตุ๊ด-แต๋ว แห่ตัดลูกอัณฑะเป็นแฟชั่น เชื่อสวยเหมือนหญิง
วันที่ 27 มีนาคม 2551 ข่าววิทยุและโทรทัศน์หลายช่อง รวมทั้งข่าวหน้าหนึ่งไทยรัฐ พาดหัวข่าว แฉกะเทยวัยรุ่น ตุ๊ด-แต๋ว แห่ตัดลูกอัณฑะเป็นแฟชั่น เชื่อสวยเหมือนหญิง ตรงนี้ มันฟ้อง หรือเป็นตัวชี้พฤติกรรมสังคมวิปริตอย่างหนัก ที่จริงวิธีการอย่างนี้ ถ้าเป็นพวกหมูหรือสุนัข เขาเรียกว่า การตอน เพื่อไม่ให้สามารถสืบพันธ์อีกต่อไปได้ แล้วจะทำให้หมูหรือสุนัขอ้วนด้วยเรื่องอย่างนี้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เรื่องเพิ่งจะแดงขึ้นเมื่อเด็กมาอ่อนวอนให้ผู้ปกครองเซ็นชื่อยินยอมให้ตัวเองได้รับการตัดลูกอัณฑะได้ เด็กพวกนี้มีความประสงค์เพียงเพื่อให้ฮอร์โมนเพศชายลดลง จะได้มีผิวพรรณสวยเหมือนหญิง ไม่ให้ขนขึ้น ไม่ให้ลูกกระเดือกแหลม พูดง่ายๆว่าต้องการเป็นหญิงที่สมบูรณ์แบบว่างั้นเถอะ แล้วเรื่องพรรค์อย่างนี้จะมีนักวิชาการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องท่านใดจะออกมาวิจัยสังคมวิกฤตอย่างนี้ ที่กระทบกระเทือนความคิด ความอ่านสังคมเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้บ้างหรือไม่ ผู้เขียนขอรีบเสนอตัดหน้าเอาไว้ก่อนเลยว่า ตัวต้นเหตุโดยตรงนั้น (immediate cause) ไม่ใกล้ไม่ไกลที่ไหน นั่นคือ สื่อนั่นแหละ สื่อไปจัดพื้นที่ให้กับความเป็นกระเทยปรากฎต่อสาธารณชนทางสื่อมากไป และจำเจ เป็นประจำวัน และให้ระยะเวลาของรายการพวกนี้มากและยาวนานด้วย ไม่ต้องอื่นไกล รายการตลกคงจะหมดมุขแล้วหรือยังไง ไม่ว่าหนุ่มว่าแก่ ทำท่าทำทาง แต่งตัวเป็นหญิงแทบทุกวัน และมีออกหลายช่องอีกด้วย ในละคร ในภาพยนต์ก็ไม่น้อย มีกะเทยในบทสำคัญๆ และมีโอกาสได้นำเสนอรายการด้วยเวลาที่ยาวนานกว่าบทบาทของคนธรรมดาด้วยซ้ำ บรรดานางแบบ นักจัดรายการเกี่ยวกับความสวยงาม ที่เป็นกระเทย แถมยังได้รับเชิญให้เป็นกรรมการตัดสินรายการที่วัยรุ่นใฝ่ฝันและหลงไหลอยากเป็นอีกด้วย อย่างเช่น รายการแข่งขันการประกวดนางงามต่างๆ ประกวดนักร้อง นักแสดงต่างๆ เป็นต้นเด็กทุกวันนี้ถูกมอมเมาด้วยดารา นักร้อง นักแสดง นักกีฬา แถมในอนาคตคงจะเป็น นักชิมอาหาร นักทำกับข้าวหรือ เชฟ (Chef) และหมอดู เพราะสิ่งพวกนี้ไม่ต้องใช้วิชาการอะไรมากนัก คือฝึกหัด ฝึกทำ เรียนรู้แบบไม่ต้องใช้วิชาการพื้นฐานด้านอื่นที่หนักๆมาเกี่ยวข้องมากนัก ใครสนใจหน่อยก็ทำได้ และ แถมมีสิทธิ์ที่จะดัง ได้เงินค่าจ้าง รางวัลมากมายอีกด้วย หากประสบความสำเร็จ ไปไหนมาไหนผู้คนก็ชื่นชม นิยมรักใคร่ บางคนถึงขนาดลงสมัครผู้แทนก็ประสบความสำเร็จกันมากมาย ลองถามเด็กๆยุคนี้ดูซิว่า โตขึ้นพวกเขาอยากเป็นอะไร ส่วนมากจะตอบว่า อยากเป็นอาชีพอย่างที่ถูกนำเสนอผ่านทางทีวีนั่นแหละ นั่นคือ นักร้องเอย ดาราเอย รวมทั้งดารากะเทยด้วย นักกีฬาเอย ถ้าบ้านเมืองเรามีผู้คนส่วนใหญ่ต่างใฝ่ฝันแค่เป็น ดารา จิตกร นักแสดง หรืออะไรตามที่กล่าวมานั้น ประเทศเทศชาติจะเป็นอย่างไร จะเทียบกับประเทศอื่นเขาได้ไหม นักวิชาการ นักวิศวกร หมอหรือแพทย์รักษาผู้ป่วย ครู อาจารย์ นักคิด นักประดิษฐ์ที่ต้องใช้วิชาการ ความรู้ที่ลึกซึ้ง นักวิจัยเก่งๆ ต่อไปจะมีใครอยากเป็นบ้างไหม ต่อไปจะหาหมอหาแพทย์มารักษาคนป่วยจะมีสักกี่คน ยกเว้นหมอดู แถมนักวิชาการ แพทย์ วิศวกร ครู อาจารย์ นักวิจัย อย่างที่กล่าวมานั้น ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถเฉพาะ เรียนลึก แบบคนทั่วไปทำตามได้ยาก แต่พอทำอะไรดีๆเด่นๆ ประสบความสำเร็จแบบที่หาคนอื่นทำได้ยาก แต่ก็ไม่ได้รับชื่นชม ยินดีอย่างออกหน้าออกตาเลย ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูแค่ผู้ที่ได้รับเหรียญทองคำแข่งขันวิชาการโอลิมปิค ได้มากี่เหรียญ จะมีคนชื่นชมสักกี่คน และแม้แต่ทางการก็ไม่ได้กระตือรือร้นให้ความสำตัญที่ใหญ่โตเลย อย่างมากก็แบบขอไปที ดูเหมือนกับจะถูกเมินเสียด้วยซ้ำ สื่อไม่ได้ให้ความสนใจที่จะเอาของดีๆมานำเสนอตีแผ่มากเท่ากับ พวกดารา นักร้อง นักกีฬา นักจัดรายการเลย ยกเว้นแต่ที่เป็นของเสีย ของไม่ดี ประเภทเสี่ยมเขาให้ชนกัน ฝ่ายรัฐบาลว่าอย่างนี้ ฝ่ายค้านกรีดกลับว่าอย่างนี้ แถมเสนอข่าวไปในทางเสริมสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่จะได้อารมณ์ทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์เมามันร่วม จนขาดสำนึกความถูกต้องไป เรื่องพรรค์อย่างนี้ถูกนำเอามาประโคมซ้ำแล้วซ้ำอีก จนผู้ฟังขาดสติ ขาดสำนึกเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย เลยกลายเป็นแฟชั่นที่จะต้องเอาอย่างในเรื่องที่ไม่ดี ไม่งาม เราจะปล่อยของพรรคือย่างนี้ให้ถูกนำมามอมเมาลูกๆ หลานๆ หรือสังคมเราอย่างนั้นเหรอ สังคมควรมีองค์กรที่จะมาควบคุม กำกับ ชี้ขาด ถอดถอน รายการ หรือบรรดาผู้นำเสนอเรื่องราวที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติของเรา ทำนองเป็นองค์กรเอกชนหรือสิทธิมนุษยชน อะไรสักอย่างคอยเฝ้าติดตามรายการต่างๆ ผู้จัดรายการต่างๆ เพื่อเตือนหรือแนะนำ หรือมีการห้ามโดยการลงคะแนนเสียงของประชาชน ให้ตัดรายการออกไป ไม่ใช่จะจัดรายการแบบตามใจผู้จัด ตามภูมิปัญญาของผู้จัด เราสามารถถอดถอนนักการเมืองได้ รัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูงได้ แล้วเรื่องทำนองนี้เราจะจัดการกับเขา หรือผู้จัดรายการทำลายสังคมที่ดีของเรา จะไม่ได้เชียวหรือ จะรอแต่สื่อ สภาสื่อ สภาหนังสือพิมพ์ หรืออะไรทำนองนั้นคอยทวงถามเอาแต่สิทธิพิเศษให้กับพวกเขาแต่ฝ่ายเดียวตลอดเวลาอย่างนั้นรึ โดยที่พวกเขาอ้างเพื่อผลประโยชน์พวกเขา ว่าเพื่อประชาชนจะได้รับรู้ข่าวสาร จนสร้างฐานะตลอดทั้งศักดิ์ศรีให้กับตัวเขาเองเกือบทุกวงการ เพราะว่าพวกเขาเป็นสื่อ ซึ่งมีที่ยืนในที่สาธารณะมากกว่าใคร ถือไมค์ ออกหน้ากล้องมากกว่าใคร เลยใช้สิทธิ์อยู่ในทุกวงการ ไม่ว่า การเมือง คณะกรรมาธิการ อะไรสำคัญๆ โดยที่ตัวเองก็ใช่ว่าจะสันทัด รู้เรื่องเหล่านั้นดีพอที่ไหน พวกเขาจะได้รับการเสนอตัวก่อน มันยุติธรรมแค่ไหน พวกเขาก็เป็นเพียงแต่ ผู้อ่านข่าว หาข่าวมาเสนอเท่านั้นแทบจะทำตัวเป็นพระเจ้าของคนในประเทศไปแทบทุกเรื่อง เชิญนักวิชาการมาสัมภาษณ์แทนที่แขกนักวิชาการรับเชิญจะได้พูดได้อธิบาย พิธีกรกลับแย่งพูด แย่งคุยไปก่อนทำเป็นรู้มากกว่าเจ้าของเรื่องเสียเอง เห็นช่างซ่อมรถเอาแบตเตอรี่ต่อเข้ามอเตอร์ไปขับเปลแกว่งเด็กไปมาก็ถือว่าเป็นไฮเทคแล้ว คนที่เข้าใจวิทยาศาสตร์หน่อยหรือเด็กอาชีวะเขาทำอะไรที่ดีกว่านั้น หรือใช้วิชาการที่ลึกซึ่งกว่านั้นน่าจะได้รับการตีแผ่แต่เปล่าเลย อาจจะเป็นเพราะ บรรดาผู้นำเสนอ รู้ไม่ถึง เข้าไม่ถึง เลยไม่รู้จะเอามาเสนออย่างไร จะตั้งคำถามอย่างไร เพราะสิ่งที่นักวิชาการรู้ กับบรรดาพวกจัดรายการ มีกำพืด มีฐานความรู้ มีภูมิปัญญาต่างกันมาก เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงรู้แต่ของง่ายๆ ของเสียๆตามติดเพื่อเอมาเสนอให้ผู้ชม ผู้ฟังได้รู้ได้เห็น นักวิชาการที่ทำดี คิดค้นอะไรได้เป็นประโยชน์ต่อสังคมกลับไม่มีการสนองตอบอย่างกระตือรือร้น อย่างเห็นความสำคัญ อย่างสนับสนุนเพื่อให้เกิดแบบอย่างที่ดีต่อชนรุ่นหลังๆ มีแต่พากันไปเก็บเอาของเสีย ของง่ายๆ ลวกๆมาเสนอ คนทำดีจึงเหมือนปิดทองหลังพระ ทั้งนี้เพราะผู้นำเสนอเข้าไม่ถึง รู้อยู่แค่ง่ายๆ หรือของไม่ดีมากกว่าของดีๆ ตรงนี้ถ้าจะแก้ ก็น่าจะให้ผู้ที่เขาเก่ง มีความรู้ดีๆมาจัดแทน อย่าให้เหมือนกับผู้ที่มีอาชีพครูบางคน ที่เคยสอนมายังไง กี่ปี กี่ชาติ หนังสือว่ายังไงก็ว่าไปตามนั้น แทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่เป็นความคิดของตัวเอง คิดค้นขึ้นมา วิจัยออกมา เสาะหามาเพื่อให้เด็กได้รู้ลึก รู้กว้าง เป็นที่น่าชื่นชม เป็นที่เชื่อถือ และน่าศรัทธา แต่กลับบอกว่าตัวเอง มีผลงานทั่วบ้านทั่วเมือง อ้างว่าเป็นผลงาน ผลสำเร็จของตัวเอง ตรงนี้เห็นได้ชัดในสมัยที่มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหรือ Workshop ผ่านทางทีวี สมัยรัฐบาลทักษิณ ที่จริงเป็นเจตนาที่ดีของรัฐบาลสมัยนั้น ซึ่งต้องการหาข้อมูลมาเพื่อปฏิรูปการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ โดยการเชิญสมาชิกครู อาจารย์มาออกความเห็น โดยถ่ายทอดผ่านทางทีวี มีอาจารย์ท่านหนึ่งแสดงความเห็นว่า ผมมีผลงาน (เข้าใจว่าทำให้เด็กอ่านออกเขียนได้) น่าจะได้รับเงินเดือนที่สูงกว่านี้ หรือเลื่อนวุฒิหรือตำแหน่งที่สูงขึ้น อาจารย์บางท่านเกณฑ์เอานักเรียนมาร่วมประชุมด้วย เพื่อมาเชียร์ครูอาจารย์ของตนให้ได้คอมพิวเตอร์ เข้าโรงเรียน ให้ได้อาคารโรงเรียนใหม่ ครูจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศ พูดง่ายๆว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่ครูจะได้ทั้งนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ ความคิดของระดับครู อาจารย์ก็อยู่กันแค่นี้ วิธีการปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่แค่จะหาของเข้าโรงเรียน เสร็จแล้วก็ประกาศปาวๆว่า เป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ การระดมสมองเพื่อหาวิธีการทำให้นักเรียน หรือผู้เรียนได้ความรู้ หรือสามารถนำความรู้ไปใช้งานได้ รู้จักหาความรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตัวเอง รู้จักคิด รู้จักจินตนาการ มีความใฝ่รู้ รู้จักเสาะแสวงหาความรู้มาพัฒนา ความรู้ความสามารถของตนเอง ให้ดีขึ้น และดีขึ้น รู้จักแก้ปัญหา รู้จักใช้ไหวพริบ ทันต่อเหตุการณ์ รู้ถูกรู้ผิด มี จริยธรรม มีศีลธรรม รู้จักสร้างประโยชน์หรือทำสิ่งที่ดีให้กับสังคม ไม่ใช่รู้แต่ท่องจำ รอแต่ว่าครู อาจารย์จะเอาอะไรมายัดหรือกรอกให้ แล้วก็พากันท่องจำเพื่อเอาไปสอบเพื่อชิงเอาคะแนนจากอาจารย์กัน ว่าใครจะตอบถูกใจอาจารย์มากที่สุด แล้วก็บอกว่าเป็นคนเก่ง หัวกะทิ เรียนเก่ง เรียนดี ลองคิดดูเอาเถิด สี่งพวกนี้มันเป็นเพียงแค่การแสดงความสามารถในการท่อง การจำเอา หรือการเอาใจใส่ของผู้เรียนเท่านั้น ประเทศเราอีกกี่ร้อยปี หรือกี่พันปีจึงจะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้หนอ! ในเมื่อผู้อยู่ในวงการบริหารการศึกษามองการปฏิรูปการศึกษาว่าเป็นเรื่องตื้นกันแค่นั้นถ้าปฏิรูปการศึกษามองกันอยู่แค่นี้ เสียทั้งเวลาประชุม เสียทั้งเวลาเรียน เวลาสอนเปล่า เพราะไม่ได้เข้าประเด็นการปฏิรูปการศึกษาแม้แต่น้อย ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องการเรียนภาษาอังกฤษ จบปริญญาตรีก็แล้ว ปริญญาโทก็แล้วมีอะไรดีขึ้นบ้าง ใช้งานได้แค่ไหน อ่านออก เขียนได้ แปลได้ ฟังได้ แค่ไหน หรือขอให้ได้แค่สำเนียงเท่านั้น หรือสอนกันแค่ให้ได้แค่คะแนนสูงๆ ในเวลาสอบเท่านั้น หรือไม่ก็เพราะทำข้อสอบได้ถูกใจอาจารย์ เสร็จแล้วพวกเขาเหล่านั้นสามารถใช้งานได้จริงไหม ระดับผู้หลัก ผู้ใหญ่ในหน่วยงานต่างๆใช้ภาษาอังกฤษได้ดีแค่ไหน ตรงนี้ก็เป็นเครื่องชี้ และเป็นเครื่องวัดที่เชื่อถือได้ดีทีเดียว แต่จะมีใครใส่ใจกับข้อเท็จริงตรงนี้แค่ไหน ด๊อกเตอร์ก็เยอะ ส่งกันไปศึกษาต่อก็มาก พอกลับมาก็ไม่ได้มาแก้ปัญหาตรงนี้ แต่กลับได้รับเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น กลับไม่ได้สอนหรือได้มาแตะต้องกับการเรียน การสอนอีก หรือเป็นการเกาที่ไม่ตรงจุดเลย เสร็จแล้วก็เลื่อนคนใหม่สอนแทน อีกไม่นานก็ต้องส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศอีก กลับมาก็รูปเดิม เพราะความรู้ดีขึ้น มีโอกาสก้าวหน้าดีขึ้น ได้เป็นด๊อกเตอร์แล้วจะไปสอนในตำแหน่งเดิมได้ยังไง พูดง่ายๆว่า เมืองไทยเราจะเอาแต่คนที่ไม่เก่งสอนหนังสือ ตรงนี้มันฟ้องให้เห็นชัดๆเลย พอเป็นด๊อกเตอร์ (เก่งขึ้น มีความรู้มากขึ้น) กลับไม่เหมาะที่จะสอน เหล่านี้แหละคือปัญหาตื้นๆ ไม่มีปัญญาแก้กันได้ การศึกษาเมืองไทยจึงเรื้อรังตกผลึกกันมาจนถึงทุกวันนี้ และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกสักกี่ร้อยปี นักการเมืองคงไม่อยากให้การศึกษาของไทยดีกว่านี้แน่เลย เพราะถ้าดีกว่านี้พวกเขาจะไม่มีข้ออ้างว่า จะแก้ปัญหาการศึกษา คือเก็บเอาความไม่ดีไว้นำเสนอตอนหาเสียงตกลงบรรดา ส.ส. ที่ลงเล่นการเมืองจะมาใช้ความสามารถบริหารประเทศชาติเพื่อแก้ปัญหาต่างๆหรือจะมาโกยผลประโยชน์เข้าตัวเองกันแน่ เพียงแค่แก้ปัญหาอย่างนี้ก็ไม่เป็นแล้ว น่าจะมีความละอายที่จะไปขอเสียงสนับสนุนจากชาวบ้านบ้าง นอ!Jcampa-เจแคมป้า28 March 2008[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]

Engineer หรือว่า Engineering กันแน่


Engineer หรือว่า Engineering กันแน่
ที่จริงตรงนี้ในสายตาผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษตามที่เราๆเคยเรียนกันมาตั้งแต่ ตีเอาว่า เริ่มตั้งแต่ ม। 1 ถึง ม. 6 ก็น่าจะพอทราบกัน สำหรับหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในไทย อย่างน้อยคงมีกล่าวถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง อย่างน้อยตอนเตรียมตัวจะสอบ entrance อย่างน้อยก็ต้องมีคนอยากเข้า คณะวิศวกรรม คำศัพท์ที่จ่าหัวเรื่องเอาไว้ข้างบนนั้น ก็คงเคยผ่านหู ผ่านตากันบ้าง

แต่มาพรรคหลังๆ สังเกตเห็นว่า ชักจะมีการสับสน มีการใช้กันผิดๆ ทำให้เจอบ่อยครั้ง อย่าว่าแต่ นักเรียนนักศึกษาเลย แม้แต่ คนตรวจปรู๊พหนังสือยังงงเลย

เขาเห็น Engineering แต่เขากลับแก้เป็น engineer ทันที ทั้งๆที่ความหมาย ที่พูดถึงคือ วิศวกรรม หรือถ้าจะให้ความหมายเป็นเชิงวิชาการหน่อยก็คือ

** สาขาวิชาเกี่ยวกับ (the discipline dealing with) ศิลปะ หรือศาสตร์ในด้านการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (scientific knowledge) ไปประยุกต์เพื่อใช้งานจริงเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ (practical problems) หรือจะตีความง่ายๆว่า งานทางการช่าง แต่ถ้าอยู่บนเรือ เขาจะหมายถึง ห้องเครื่องยนต์

** อีกความหมายหนึ่ง คือ วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยีสาขาที่เกี่ยวกับการออกแบบ การสร้าง และการใช้เครื่องยนต์ เครื่องจักร รวมไปถึงโครงสร้างต่างๆด้วย

Engineering หมายถึง วิศวกรรม เช่น :-

Automotive engineering :-วิศวกรรมยานยนต์
Electrical engineering :-วิศวกรรมไฟฟ้า
Electronic engineering :-วิศวกรรมอีเล็กทรอนิกส์
Engineering faculty :-คณะวิศวกรรม
Printing engineering :-วิศวกรรมการพิมพ์

ส่วน Engineer หมายถึง วิศวกร นายช่าง หรือทหารช่าง เช่น :-

Automotive engineer :-วิศวกรยานยนต์ นายช่างยานยนต์
Chief engineer :-นายช่างใหญ่ หัวหน้าวิศวกร ต้นกล (เกี่ยวกับเรือ)
Chief Inspection Engineer :-หัวหน้าวิศวกรฝ่ายการตรวจสอบ
civil / structure engineer :-วิศวกรโยธา / โครงสร้าง
Electronic engineer :-วิศวกรทางด้านอีเล็กทรอนิกส์
Locomotive engineer :-พนักงานขับรถไฟ (ตรงกับ railroad engineer หรือ engine driver)
Mechanical engineer :-วิศวกรเครื่องกล

เชื่อไหมว่าคำนี้ มีครั้งหนึ่งเคยได้ยินคนไทยเรียกกันว่า เอนทะเนีย แต่ยุคหลังๆคงไม่ได้ยินแล้ว ก็เลยขอบันทึกไว้ตรงนี้เลย ว่า เอนทะเนีย (ถ้าจำไม่ผิด) ก็คือ Engineer นั่นเอง เผื่อคนรุ่นใหม่ ไปอ่านเจอในหนังสือเก่าๆ

และที่กล่าวมานั้น Engineer เป็นความหมายที่เป็นคำนามทั้งเพ เชื่อไหมว่า คำนี้ใช้เป็นคำกริยาก็ได้ ซึ่งหมายถึง

** ออกแบบเหมือนอย่าง / กับวิศวกร วางแผนและควบคุม (การดำเนินการที่สลับซับซ้อน) ออกแบบ หรือสร้างเครื่องจักรหรือโครงสร้างต่างๆ เป็นต้น

สำคัญอยู่ว่ามี หนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับพจนานุกรมช่างเครื่องยนต์ เขาใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า
Dictionary of Automotive Engineers โดยใช้ชื่อภาษาไทยว่า พจนานุกรม วิศวกรมยานยนต์ หรือว่า ที่นักศึกษาพากันสับสน ใช้คำนี้กันผิดๆถูกๆ เพราะเห็นหนังสือเล่มนี้ใช้กันอย่างนี้ หรือเปล่าหนอ! เพราะเห็นหนังสือออกจะเล่มโต จากโรงพิมพ์มีชื่อ น่าจะใช้เป็นตำราเพื่อใช้อ้างอิงได้ แต่กลับผิดถนัดอย่างนี้ จะโทษคนเขียนหรือโรงพิมพ์กันแน่ หรือคนตรวจปรู๊พ ซึ่งก็ไม่น่าปล่อยออกมาเลย ไม่ใช่คำยากเย็นอะไรเลย น่าจะเปิดพจนานุกรมดูหน่อย ส่วนเนื้อหาข้างในนั้นจะถูกผิดแค่ไหน ก็ต้องพินิจพิเคราะห์ดูกันเอาเอง เพราะไม่มีภาษาอังกฤษเขียนคู่กันไว้ จึงไม่ทราบจะวิจารณ์อย่างไร ผู้ใช้ต้องเทียบความหมายกับเล่มอื่นดูด้วย
จะอย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณผู้เขียนรวบรวมมา ณ ตรงนี้ด้วย ที่อุตส่ารวบรวมทำเป็นเล่มขึ้นด้วยความพยายามที่จะให้ใช้ประโยชน์ในวงการนี้ ซึ่งหายากเต็มที


Jcampa-เจแคมป้า 23 October 2008
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]wrp।inbkk@gmail।com
http://jcampa-newlook.blogspot.com/

End user : ผู้ใช้งานจริง หรือ End-user


End user / End-user : ผู้ใช้งานจริง นอกจากนี้ยังมี End consumer และอื่นๆอีก

End user : เจ้าของที่เป็นผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ตัวนั้นโดยตรง ผู้ใช้งานจริงของสินค้าตัวนั้น บุคคลที่เป็นผู้ที่นำสิ่งของนั้นมาใช้งาน (คือไม่ได้นำไปขายต่ออีก) มีบางคนแปลว่า ผู้ใช้ปลายทางก็มี แต่ถ้าจะให้ตรงประเด็นน่าจะเป็น "สุดปลายทางที่ผู้ใช้งาน" คือ สินค้าตัวนั้นมาลงเอยที่ผู้ใช้โดยตรง บางครั้งเขียนว่า End-user : ซึ่งก็คือ ผู้ใช้งานจริง ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นจริง ผู้ที่ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าตัวนั้นหรือการบริการนั้นถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้ได้ใช้โดยตรง แทนที่จะเป็นคนติดตั้งหรือคนซ่อมบำรุงหรือคนขายอะไรทำนองนั้น หรือในอีกความหมายหนึ่ง

End-user : ฝ่ายผู้ใช้ ผู้ใช้ ทางผู้ใช้ ทางด้านผู้ใช้ ผู้ใช้งานโดยตรง

น่าจะให้ความหมายได้ตรงดีกว่ามีบางคนใช้คำว่า

ผู้ใช้ปลายทาง โดยเฉพาะในคู่มือการใช้พรินเตอร์ คอมพิวเตอร์หรืออะไรประเภทนี้เขาจะแปลว่า

ผู้ใช้ปลายทาง คำนี้น่าจะเหมาะกับ ผู้ใช้โทรศัพท์ต้นทางกับปลายทางมากกว่าหรือไม่ในกรณีที่พูดข้ามจังหวัด ข้ามประเทศ หรือพูดคุยกับคนต่างประเทศว่า

At your end : ทางด้านหรือฝั่งของคุณหรือที่ทางคุณอยู่ เช่น

What 's going on at your end? : เกิดอะไรขึ้นทางคุณ / ทางที่คุณอยู่ / ที่ประเทศของคุณ

At my end : ทางฝ่ายหรือทางฝั่งของผม หรือที่ทางนี้หรือทางประเทศผม น่าจะเหมาะกว่านอกจากนี้ยังมีคำทำนองนี้คือ

End buyer : ผู้ซื้อซึ่งนำสินค้านั้นไปใช้เอง ผู้ซื้อที่ใช้สินค้าตัวนั้นโดยตรง ผู้ซื้อที่ซื้อไปเพื่อใช้เอง (ไม่ได้ซื้อไปขายต่อ) ผู้บริโภคจริง

End consumer : ผู้บริโภคสินค้าโดยตรง ถ้ามองในระบบซื้อขายหรือระบบการจัดจำหน่าย คือเริ่มตั้งแต่ผลิต นำไปจัดจำหน่าย ซื้อมาขายไปเป็นทอดๆ กว่าจะไปถึงมือผู้ใช้งานจริง คนที่เอาสินค้ามาใช้งานจริงโดยไม่นำเอาสินค้าตัวนั้น ไปซื้อ ไปขายต่ออีก ตรงนี้แหละ คือ

end-consumer หรือ End User


*********************************************************************************
                            2 April 2007   โดย วีระพล  จุลคำภา (VJ - Veeraphol  Julcampa)
                                    http://jcampa-newlook.blogspot.com/
      [สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]

myvictory32@hotmail.com      //     Tel :    087 705 5958


อนึ่งบทความทุกบทความในบล๊อก http://worldway.multiply.com ซึ่งตัวเว๊บใหญ่ปิดตัวไปแล้ว หากต้องการอ่านบทความเหล่านั้นให้เข้ามาดูได้ที่บล๊อกนี้  http://jcampa-newlook.blogspot.com
 

WRP: WRP: หนังสือผิดๆ


หนังสือผิดๆ


Are all employers are present today?

เขาเขียนภาษาอังกฤษมาย่างนั้น และเขียนคำแปลว่า

พนักงานทุกคนมาพร้อมทุกคนไหมวันนี้หรืออะไรทำนองนั้น

ในประโยคนี้มีกริยาช่วยสองตัวคือ are หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ มีภาคแสดงสองตัว แถมคำว่า employers กลับแปลว่า พนักงาน ทั้งที่มันแปลว่า

นายจ้าง และแถมยังมีการอธิบายคำศัพท์ซ้ำด้านล่างด้วยคำว่า employer หมายถึง พนักงาน อีกครั้ง ตอนแรกก็เข้าใจว่าเรียงพิมพ์ผิด แต่ที่ไหนได้ เป็นการเข้าใจผิดของผู้เขียนเอง

ถ้าจะแก้ให้ถูกตามประโยคข้างบนนั้น ควรจะเป็น

Are employees present today? จึงจะแปลว่า พนักงานทุกคนมาทำงาน หรือพนักงานทุกคนมาพร้อมกันไหมวันนี้


แทนที่เด็กไทยจะเก่งกลับต้องเรียนอะไรผิดๆอย่างนี้ นี่เป็นหนังสือของฝ่ายวิชาการของโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรงพิมพ์ที่พิมพ์เป็นเล่มผิดๆทำนองนี้

และในหนังสือเล่มเดียวกันใช้ศัพท์คำว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าว่า Electrical machines ซึ่งก็ผิดถนัด


ที่ถูกนั้นต้องเป็น electrical appliances หรือ electric appliances:-เครื่องใช้ไฟฟ้า จะถูกต้องมากกว่า

ถ้า machine หมายถึงเครื่องจักร หรือเครื่องกล ส่วนมากใช้ตามโรงงาน เช่นเครื่องจักรที่เกี่ยวกับการผลิตเป็นต้น และถ้า


utensil :-หมายถึงเครื่องใช้ในครัว



Jcampa-เจแคมป้า

4 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]
wrp.inbkk@gmail.com

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

WRP: Thai herbal crispy curl

WRP: Thai herbal crispy curl


Thai herbal crispy curl


Thai herbal crispy curl
Thai herbal crispy curl : ครองแครง ของบริษัทแห่งหนึ่ง เขาใช้คำนี้ ซึ่งถ้าจะแปลเป็นไทยให้ตรงตัวหนังสือ จะได้ว่า สิ่งที่โค้งงอกรอบเป็นสมุนไพรไทย / ตัวโค้งงอสมุนไพรไทยกรอบ อะไรทำนองนี้ นี่แปลแบบเอาใจเจ้าของขนมเขาแล้วนะ จะแปลว่า ขนมก็ไม่กล้าใช้ว่าขนม เพราะไม่มีคำที่พอจะบอกว่าเป็นขนมเลย อย่างน้อยมีคำว่า sweet / salty / spicy / snack อะไรสักอย่างก็พอจะบอกว่าเป็นขนมหน่อย แต่นี่เขาบอกว่า ตัวโค้งที่กรอบเป็นสมุนไพรไทย จะเป็นยาแผนโบราณหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

ถ้าจะพูดว่า

Thai herbal, crispy and curled snack จะไม่ดูดีกว่าหรือ

สำหรับคำว่าครองแครงคำนี้ มีพจนานุกรมบางเล่ม ใช้คำว่า

sweet calms in the shell :-ในความหมายว่า ครองแครงกรอบ>
calms shell delight :-ครองแครงกะทิ>


ทั้งสองคำนี้ รับรองได้ว่าฝรั่งฟังแล้ว เป็น "งง" แปลมาได้ยังไง มันคนละครองแครง

มัน ไม่ใช่หอยแครงแท้ๆแต่อย่างไร และก็ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของหอยหรือเปลือกห้อยแครงเอามาเข้าสูตรทำขนมนี้ แต่อย่างไรเลย เป็นเพียงตั้งชื่อเพราะว่ามีรูปร่างเหมือนหอยแครงเท่านั้น แต่มันเป็นขนมกรอบที่ทำขึ้นเป็นรูปร่างของเปลือกหอยแครงเท่านั้น

ถ้าจะแปล คำ
sweet calms in the shell :-จะหมายความว่า หอยกาบหวานในเปลือกหอยเชลล์>*

ถ้าจะใช้คำให้มันดูว่าเป็น ขนมมีรูปร่างเปลือกหอยแครงนั้นน่าจะเป็น

crispy snack in shape of shell / crispy snack in shell shape / shell-shaped crispy snack / crispy snack with shape of shell


ก็น่าจะดูดีกว่า ส่วนคำ

snack :-หมายถึง ของกินเล่น ของขบเคี้ยว ขนมขบเคี้ยวยามว่าง>*


********************************************************************************
Jcampa-เจแคมป้า

[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]

ไม่มีความคิดเห็น: