Jcampa

ยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าเยี่ยมชม และออกความเห็น แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน

You are cordially invited to join sharing your experience here.

เชิญร่วมแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันตรงนี้


ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551

WRP: WRP: หนังสือผิดๆ


หนังสือผิดๆ


Are all employers are present today?

เขาเขียนภาษาอังกฤษมาย่างนั้น และเขียนคำแปลว่า

พนักงานทุกคนมาพร้อมทุกคนไหมวันนี้หรืออะไรทำนองนั้น

ในประโยคนี้มีกริยาช่วยสองตัวคือ are หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ มีภาคแสดงสองตัว แถมคำว่า employers กลับแปลว่า พนักงาน ทั้งที่มันแปลว่า

นายจ้าง และแถมยังมีการอธิบายคำศัพท์ซ้ำด้านล่างด้วยคำว่า employer หมายถึง พนักงาน อีกครั้ง ตอนแรกก็เข้าใจว่าเรียงพิมพ์ผิด แต่ที่ไหนได้ เป็นการเข้าใจผิดของผู้เขียนเอง

ถ้าจะแก้ให้ถูกตามประโยคข้างบนนั้น ควรจะเป็น

Are employees present today? จึงจะแปลว่า พนักงานทุกคนมาทำงาน หรือพนักงานทุกคนมาพร้อมกันไหมวันนี้


แทนที่เด็กไทยจะเก่งกลับต้องเรียนอะไรผิดๆอย่างนี้ นี่เป็นหนังสือของฝ่ายวิชาการของโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรงพิมพ์ที่พิมพ์เป็นเล่มผิดๆทำนองนี้

และในหนังสือเล่มเดียวกันใช้ศัพท์คำว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าว่า Electrical machines ซึ่งก็ผิดถนัด


ที่ถูกนั้นต้องเป็น electrical appliances หรือ electric appliances:-เครื่องใช้ไฟฟ้า จะถูกต้องมากกว่า

ถ้า machine หมายถึงเครื่องจักร หรือเครื่องกล ส่วนมากใช้ตามโรงงาน เช่นเครื่องจักรที่เกี่ยวกับการผลิตเป็นต้น และถ้า


utensil :-หมายถึงเครื่องใช้ในครัว



Jcampa-เจแคมป้า

4 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]
wrp.inbkk@gmail.com

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

WRP: Thai herbal crispy curl

WRP: Thai herbal crispy curl


Thai herbal crispy curl


Thai herbal crispy curl
Thai herbal crispy curl : ครองแครง ของบริษัทแห่งหนึ่ง เขาใช้คำนี้ ซึ่งถ้าจะแปลเป็นไทยให้ตรงตัวหนังสือ จะได้ว่า สิ่งที่โค้งงอกรอบเป็นสมุนไพรไทย / ตัวโค้งงอสมุนไพรไทยกรอบ อะไรทำนองนี้ นี่แปลแบบเอาใจเจ้าของขนมเขาแล้วนะ จะแปลว่า ขนมก็ไม่กล้าใช้ว่าขนม เพราะไม่มีคำที่พอจะบอกว่าเป็นขนมเลย อย่างน้อยมีคำว่า sweet / salty / spicy / snack อะไรสักอย่างก็พอจะบอกว่าเป็นขนมหน่อย แต่นี่เขาบอกว่า ตัวโค้งที่กรอบเป็นสมุนไพรไทย จะเป็นยาแผนโบราณหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

ถ้าจะพูดว่า

Thai herbal, crispy and curled snack จะไม่ดูดีกว่าหรือ

สำหรับคำว่าครองแครงคำนี้ มีพจนานุกรมบางเล่ม ใช้คำว่า

sweet calms in the shell :-ในความหมายว่า ครองแครงกรอบ>
calms shell delight :-ครองแครงกะทิ>


ทั้งสองคำนี้ รับรองได้ว่าฝรั่งฟังแล้ว เป็น "งง" แปลมาได้ยังไง มันคนละครองแครง

มัน ไม่ใช่หอยแครงแท้ๆแต่อย่างไร และก็ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของหอยหรือเปลือกห้อยแครงเอามาเข้าสูตรทำขนมนี้ แต่อย่างไรเลย เป็นเพียงตั้งชื่อเพราะว่ามีรูปร่างเหมือนหอยแครงเท่านั้น แต่มันเป็นขนมกรอบที่ทำขึ้นเป็นรูปร่างของเปลือกหอยแครงเท่านั้น

ถ้าจะแปล คำ
sweet calms in the shell :-จะหมายความว่า หอยกาบหวานในเปลือกหอยเชลล์>*

ถ้าจะใช้คำให้มันดูว่าเป็น ขนมมีรูปร่างเปลือกหอยแครงนั้นน่าจะเป็น

crispy snack in shape of shell / crispy snack in shell shape / shell-shaped crispy snack / crispy snack with shape of shell


ก็น่าจะดูดีกว่า ส่วนคำ

snack :-หมายถึง ของกินเล่น ของขบเคี้ยว ขนมขบเคี้ยวยามว่าง>*


********************************************************************************
Jcampa-เจแคมป้า

[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]

ไม่มีความคิดเห็น:

Positive Thinking :=> การคิดในเชิงสร้างสรรค์ หรือที่นิยมเรียกกันว่า การคิดเชิงบวก
















Positive Thinking
:=> การคิดในเชิงสร้างสรรค์  การคิดที่แสดงออกอย่างแน่ใจ (แน่นอน เด็ดขาด  เชื่อมั่น)  การคิดในแนวทางที่มั่นใจ  การคิดในเชิงยืนยันหรือเป็นการยอมรับ  หรือที่นิยมเรียกกันว่า "การคิดเชิงบวก" ในบรรดานักวิชาการ




บท ความตรงนี้เจตนานำเสนอทั้งในแง่ ความหมายของคำ ศัพท์ภาษาอังกฤษ และความรู้ทั่วไป ข้อบกพร่องในเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งเทคนิคการบริหารงานเล็กๆน้อยๆ แต่มีความสำคัญอยู่ในตัว จากประสบการณ์ หรือจากการสังเกตเห็น ในเรื่องต่างๆที่ นำมากล่าวทำเป็นหัวข้อตรงนี้


สืบเนื่องมาจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ที่บ้าน ลูกสาวคนโตโทรไปแจ้งบริษัทขายแอร์ (หมายถึง Air Conditioner : เครื่องปรับอากาศ ตามภาษาทางการ) ในวันเสาร์ ซึ่งติดตั้งมาจนจะครบการบริการล้างฟรีครั้งสุดท้ายแล้ว จึงได้โทรไปขอรับการบริการ เป็นครั้งสุดท้าย จวบกับบางครั้ง ขณะที่แอร์กำลังทำงานจะมีเสียงดังผิดปกติด้วย ทำให้อยากทราบด้วยว่า การติดตั้ง มีการขันเกลียวยึดน๊อต (nuts and bolts : น๊อตยึดตัวเมีย กับสลักยึดตัวผู้) ให้แน่นหรือเปล่า


โทรไปที่บริษัทดังกล่าว มีคนรับสายเป็นเสียงหญิงสาว คุยกันอยู่พักหนึ่ง ลูกสาวก็ลงมาบอกพ่อกับแม่ว่า ทางบริษัทนัดจะมาล้างแอร์ให้ ในวันอังคาร เพราะลูกไม่อยู่บ้านต้องไปทำงาน เลยให้พ่อกับแม่รับผิดชอบแทน พอถึงวันอังคาร ทางบ้านก็รอแล้วรออีก ว่าช่างจะมาเมื่อไรแน่ ภรรยาเลยโทรเช็คว่ามาถึงไหนแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่รับสายตอบว่า เกี่ยวกับช่างต้องติดต่อไปที่แผนกช่าง ซึ่งตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง


ภรรยาผมก็โทรไปที่แผนกช่าง ทางเจ้าหน้าที่รับสายเป็นหญิง เช่นกัน พูดจาใช้ได้ ออกจะใช้ได้ ตามวิธีการที่เราๆทราบกันนั่นแหละ คือสุภาพ อ่อนหวานกับลูกค้า ตามแบบฉบับที่เป็นทางการตามที่ได้ร่ำเรียน หรือได้รับการอบรมมานั่นแหละ


แต่สอบถามกันแล้ว ได้ความว่าเธอไม่ทราบเกี่ยวกับการนัดหมาย ว่าจะต้องส่งช่างไปล้างแอร์เลย สรุปตรงนี้ก่อนว่า ที่นัดกันไว้ครั้งแรกล้มเลว ไม่เกิดผลประการใด


จึงมี การนัดใหม่อีกครั้ง ทางผู้รับสายของฝ่ายช่างแอร์ดังกล่าว แจ้งว่าคิวยาว จึงขอนัดเป็นวันศุกร์ เชื่อไหมว่า ตอนที่นัดว่าช่างจะมาวันอังคารนั้น พ่อกับแม่ที่บ้าน ตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไหร่ช่างจะมาถึงสักที จะไปไหน นัดใครไว้ก็ต้องยกเลิก มีธุระจะออกนอกบ้านก็ไม่กล้าไป เพราะเกรงว่าช่างมาจะไม่เจอ แต่ก็ไม่มาจริงๆ


ที่นี้ พอถึงวันศุกร์ ก็มาแบบเดิมอีก คือถึงเวลาตามที่คิดว่าช่างน่าจะมาถึงแล้ว แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีช่างมาเลยทางเราก็โทรเช็คอีกครั้ง หญิงสาวที่รับสายคนเดิม พอทราบว่าเป็นเราที่เคยติดต่อ และตกลงกันเอาไว้แล้ว ว่าจะส่งช่างมาล้างแอร์ให้ เธอก็รีบออกตัวทันที่ว่า ตายแล้ว! ตอนนี้ช่างกำลังติดตั้งแอร์อยู่ที่สำโรง แผนกช่างของเขา เข้าใจว่า ตั้งอยู่ที่ลาดพร้าว ส่วนเรานั้นอยู่ทางฝั่งรังสิต ตรงนี้ที่นำมาพูดถึง เพราะจะได้ทราบว่าระยะทางไกลกันแค่ไหน และอยู่กันคนละทิศละทางเลย ต่อจากนั้น เธอจึงแจ้งกับทางเราว่า ไม่เป็นไรค่ะ ต้องขอโทษ ขอโพยเราตามธรรมเนียม และตามลีลาพนักงานรับสาย หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์นั่นแหละ (เธอทำถูกต้องตามรูปแบบการติดต่อกับลูกค้าทุกประการ ตามที่เราๆทราบกันอยู่แล้ว)


ในที่สุด เธอก็บอกกับทางเราว่า จะตามช่างให้มาล้างให้ภายในวันนี้ (วันศุกร์ตามที่นัดหมายเอาไว้) ก็เป็นอันว่า ช่างมาทำการล้างแอร์ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว และก็ทำได้ดีตามหน้าที่ช่าง ขอบใจช่าง มา ณ ที่นี้ด้วย


ที่กล่าวมานั้น เป็นการนำเอาเหตุการณ์จริงมาคุยกัน ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดี นำเอามาเป็นอุทาหรณ์ ประกอบบทความตรงนี้ว่า

คนรับโทรศัพท์ ตอบรับ ขา ค่ะ แบบ Positive ตามที่พวกเรามักได้ยินกันบ่อยๆว่า “แบบบวก / เชิงบวก”
(ตาม ภาษาที่นักวิชาการยุคนี้กำลังนิยมใช้กัน ทั้งที่มันมี ความหมายทางคณิตศาสตร์ ของคำว่า บวกในภาษาไทยเรา คือ การเพิ่ม หรือรวมเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้มีขนาดโตขึ้น จำนวนมากขึ้น เป็นต้น ทำไมไม่แปลกันว่า:-

ทางสร้างสรรค์ ทางที่ดี ทางเสริมสร้าง ซึ่งมีเจตนาดี หรือเจตนาในทางสร้างสรรค์ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า constructive intention

ทางที่น่าเชื่อถือได้ หรือ ในทางที่มั่นใจได้ มีลักษณะที่แสดงออกถึงการยืนยันได้ เป็นที่แน่ใจได้ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า displaying certainty or affirmation

หรือในลักษณะของการยอมรับ หรือแสดงออกซึ่งการยอมรับ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า expressing acceptance

หรือ มีความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมาก ซึ่งเชื่อมั่นได้อย่างยิ่ง เป็นที่ไว้ใจได้อย่างแท้จริง ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า implying excessive confidence
เหล่านี้ เป็นต้น ทำไมจึงแปลเอาไว้ง่ายๆ ได้แค่ อย่างเช่น :-



positive thinking :- ซึ่งเขาแปลกันว่า การคิดบวก
positive attitude :- ซึ่งเขาแปลว่า ทัศนคติเชิงบวก หรือเจคติเชิงบวก หรือเจคติทางบวก หรือ คำว่า
positive reinforcement :- การเสริมแรงทางบวก หรือ
positive adaptation :- การปรับตัวเชิงบวก



ซึ่งคำพวกนี้เป็นศัพท์ทางการศึกษา มีการบัญญัติเอาไว้ ส่วนมาก จะหมายถึง เชิงบวก ทางบวก เป็นส่วนมาก ถ้า อย่างผู้คนที่ไม่ค่อยจะได้มีโอกาสเรียนสูงๆ ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาที่ไม่ค่อยจะสันทัดกับคำพูดพวกนี้ บังเอิญมีนักวิชาการจะไปแนะนำ หรืออบรมอะไรสักอย่างให้พวกเขาคิดเชิงบวกบ้าง พวกเขาเกิดมาได้ยินคำพวกนี้ จะพากันคิดอย่างไรแน่ เพราะเคยเรียนมา บวก หมายถึง เอามารวมกัน เอามาใส่ด้วยกัน เอามาเพิ่มเข้าด้วยกัน จะไม่ทำให้พวกเขาคิดว่า  “การคิดที่เอามาเพิ่มเข้าด้วยกัน หรือการคิดแบบเอามารวมกัน    การคิดแบบเอามาใส่กัน และถ้า ในความหมายของ คำว่า positive thinking จะไม่ทำให้พวกเขาคิดไปว่า  ทัศนคติที่เอามาเพิ่มเข้า ด้วยกัน หรือ เจตคติที่เอามารวมกัน และในความหมายของคำว่า positive attitude ตามที่พวกเขาเคยรู้ เคยเรียนมา และมีความเข้าใจเกี่ยวกับการบวกเลข ในวิชาเลขคณิตมา อย่างนี้เป็นต้น" คงตลกไม่น้อย ในกรณีที่พูดถึงการบัญญัติศัพท์กัน ตรงนี้นำมาเขียนไว้ เป็นการติเพื่อก่อนะคร๊าบ! ไม่ว่ากันนะ


จาก ตัวอย่างที่กล่าวข้างต้นนั้น เกี่ยวกับการล้างแอร์ ทางผู้รับโทรศัพท์ ทำถูกต้องเป็นการแสดงออกในลักษณะ ที่เรียกกันว่า ทางบวก หรือเชิงบวก (positive ตามศัพท์ที่ใช้กัน) ก็จริง แต่มันจริงไม่ครบ หรือแค่บางส่วนเท่านั้น คือ จริงแค่คำพูดตอนรับสายโทรศัพท์เท่านั้น พูดง่ายๆว่า แค่ขอไปทีมากกว่า ค่ะ ค่ะ ได้เลยค่ะ ทำนองว่าพร้อมหรือเต็มใจทำให้แบบคิด เชิง Positive ที่ฝรั่งใช้ว่า Positive thinking ก็เอาตามเขาแต่ก็ได้แค่ พูดได้ตามเขา แต่ทำไม่ได้ ตามเขา


ดูเอาง่ายๆว่า ยุคร้านสดวกซื้อ (convenience store) มีทั่วทุกมุมเมือง ผู้บริหารคิดว่าคงจะเอาวิธีการดังกล่าวมาใช้เหมือนฝรั่ง (ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วย) แต่ก็แค่ตรงนี้เอง คือมีลูกค้าเข้ามา ก็ได้ยินคำว่า สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ ทั้งที่ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเขาไม่ได้มองหน้าลูกค้าเสียด้วยซ้ำ หรือจะมีการยกมือไหว้ ก็แบบขอไปที แทนที่จะเป็นของดีกลับเป็นเรื่องตลก หรือเป็นการดูถูกลูกค้าเสียด้วยซ้ำ เพราะเป็น การกระทำที่ขาดความจริงใจมากกว่า


กลับไปที่ตัวอย่างที่ยกมาเป็นประเด็น อีกครั้ง ถ้าหากจะให้มีการคิดเชิง Positive จริง ผู้รับสาย ก็ควรมี service minded ด้วย คือพร้อมที่จะให้บริการ มีจิตใจที่จะช่วยหรือให้การบริการที่จริงใจจริงๆด้วย นั่นคือ รับปากแล้ว ก็ต้องจด บันทึก ส่งเรื่องให้กับหัวหน้างาน หรือผู้จัดการฝ่ายช่าง ทำให้เป็นเรื่องเป็นการเป็นงาน ว่าวันนี้รับงานเอาไว้เวลานั้น และมีการนัดหมายกับลูกค้าว่า จะส่งช่างไปบริการในวันนั้น เวลานี้ จะได้จัดทีมงาน เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ หรือกะเส้นทางเตรียมไว้ ว่าช่างทีมไหนจะต้องผ่านเส้นทางไหน ไม่ไช่เอาทีมงานที่ส่งไปสำโรง แล้วจึงให้ย้อนกลับ หรือวกกลับไปแถวรังสิต ซึ่งเป็นคนละเส้นทาง เสียทั้งค่าใช้จ่าย เวลา เหนื่อยเพราะเสียแรงจากการเดินทาง ทั้งรถติด และไม่ทันเวลาตรงตามที่นัดหมายไว้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้ารู้จักคิด หรือรู้จักนำเรื่องพวกนี้มาพิจารณากันจริงจังแล้ว จะเห็นว่า สิ่งต่างๆดังที่กล่าวมานั้น สามารถทำให้ธุรกิจเสียหายได้ไม่น้อยที่เดียว ทำให้ขาดทั้งระบบงานที่ดี การบริหารงานที่ไม่ถูกต้อง สร้างภาพพจน์ที่ไม่ดีในสายตาลูกค้า หรือผู้ที่ติดต่อด้วย


ในแง่ของเสมียน หรือพนักงานรับโทรศัพท์ซึ่งรับงานที่เป็น Service call หรือ การขอรับบริการ หรือการแจ้งซ่อม การขอให้ไปซ่อมจากลูกค้าแล้ว ตัวเองเป็นผู้น้อย ไม่มีอำนาจสั่งการ ที่จะสั่งให้ช่างทำตาม ก็มีทางออกหากฉลาดทำ นั่นคือ ทำเป็นรายการของงาน เกี่ยวกับงานที่เรียกเข้ามา ว่ามีที่ไหนบ้าง อยู่แถวไหน ตกลงกับลูกค้าจะให้ช่างไปเมื่อไร วันไหน ออกเป็นรายงานประจำวัน ส่งให้กับผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องรับรู้ด้วย ซึ่งอาจจะหมายถึง ผู้จัดการช่าง หัวหน้าช่าง ผู้จัดการฝ่ายขาย เป็นต้น ซึ่งวิธีการอย่างนี้ ผู้เขียนเองก็เคยนำไปใช้ และประสบความสำเร็จมาแล้ว มากต่อมาก ในหลายๆสถานะการณ์ พูดง่ายๆว่า เป็นการนำเอาบุคคลที่สาม (third party) หรือถ้าเป็นยุค อินเตอร์เนต ก็คงไม่ผิดอะไรกับการใช้ CC: หรือ การส่งสำเนาให้อีกคนหนึ่งรับทราบด้วย เพื่อมารับรู้ด้วย มาเกี่ยวข้องด้วย จะเป็นการตรวจเช็คหรือยืนยันกันได้ และจะทำให้มีการติดตามงาน หรือช่วยกันดู หากมีใครหลงลืม ไป เรื่องอย่างนี้ธุรกิจใดอย่าได้มองข้ามไป เพราะจะทำให้เสียหายได้ง่ายๆ


*********************************************************************************

Jcampa-เจแคมป้า 19 October 2008.[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบอื่นใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]

WRP: ยอดอัจฉริยะ

WRP: <strong>ยอดอัจฉริยะ</strong>

WRP: ต้องบันทึกเอาไว้

WRP: ต้องบันทึกเอาไว้

WRP: You are what you eat :-กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เขาแปลมาอย่างนี้

WRP: You are what you eat :-กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เขาแปลมาอย่างนี้             




You are what you eat :-กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น  เขาแปลมาอย่างนี้

เล็กๆน้อยอย่างนี้อย่าได้มองข้าม ที่จริงนั้นคือ ถ้ากินของดีมีประโยชน์ก็จะได้ผลดีต่อร่างกายของคุณ กินของไม่ดีก็จะเกิดโทษกับตัวคุณ


ประโยคเดียวกันนี้แหละ มีบริษัทขายสินค้าควบคุมน้ำหนัก แจกใบปลิวโฆษณาผลิตภัณฑ์ของเขา ซึ่งแปลว่าเอาไว้อย่างที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นนั้น

ซึ่งเป็นการแปลที่ดูผิวเผินดูเหมือนจะถูกต้อง แต่เป็นการแปลที่ไม่ได้ดูความหมายที่ถูกต้องเลย เปิดพจนานุกรมแปลเอาดื้อ โดยไม่คิดว่าแปลออกมาแล้วมันฟ้องว่า คนแปลรู้เรื่องหรือเปล่า เจตนาของประโยคนี้คืออะไรแน่


You are what you eat :-เขาแปลว่า กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น หรืออีกความหมายหนึ่งคือ "คุณจะเป็นอะไรตามสิ่งที่คุณกินเข้าไป" ตีความว่า กินเนื้อ ตัวคุณจะเป็นเนื้อ กินไข่ตัวคุณจะเป็นไข่


ฟังดูแล้วมันคนละความหมาย กลายเป็นว่าอยากแปลงตัวเองให้เป็นอะไรก็ได้ เพียงแค่กินของสิ่งนั้นลงไป แล้วคุณจะกลายเป็น ผักเป็น ปลา กา ไก่ ไม่ใช่คน มิน่าล่ะ คนเราทุกวันนี้จึงมีจิตใจเป็นหมูเป็นหมา หรือสัตว์ ไล่กัดไล่ตีกัน ปล้นแย่งชิงกัน แม้แต่การแย่งชิงแม้แต่โทรศัพท์มือถือ อันตรายไปทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ว่าบนสะพานลอยเปลี่ยวๆที่คนใช้ข้ามทาง จึงมีคนตกเป็นเหยื่อ ทั้งตกอกตกใจเป็นลมหมดสติ พิการเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวคนแล้วคนเล่า จนถึงตายก็มี


ถ้ามองย่างนี้เห็นทีจะยอมรับในคำแปลที่เขาแปลเอาไว้ได้ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นในความหมายของประโยคนี้ที่ถูกต้องนั้น ความหมายจริงๆของเขานั้นคือ

กินอย่างไรก็ได้อย่างนั้น คือถ้ากินของดีก็มีประโยชน์และจะก่อให้ผลดีต่อร่างกายของคุณ กินของไม่ดีก็จะเกิดโทษกับตัวคุณ ตรงนี้จะชัดเจนขึ้น

*******************************************************************************

Jcampa-เจแคมป้า 
27 April 2007.
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

End user / End-user


WRP: End User

วันพุธ, พฤษภาคม 2, 2007

End user

End user : เจ้าของที่เป็นผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ตัวนั้นโดยตรง ผู้ใช้งานจริงของสินค้าตัวนั้น บุคคลที่เป็นผู้ที่นำสิ่งของนั้นมาใช้งาน (คือไม่ได้นำไปขายต่ออีก)

มีบางคนแปลว่า ผู้ใช้ปลายทางก็มี แต่ถ้าจะให้ตรงประเด็นน่าจะเป็น "สุดปลายทางที่ผู้ใช้งาน" คือ สินค้าตัวนั้นมาลงเอยที่ผู้ใช้โดยตรง หรือมาลงเอยที่ผู้ใช้งานจริง บางครั้งเขียนว่า End-user : ซึ่งก็คือ ผู้ใช้งานจริง ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นจริง ผู้ที่ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าตัวนั้นหรือการบริการนั้นถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้ได้ใช้โดยตรง แทนที่จะเป็นคนติดตั้งหรือคนซ่อมบำรุงหรือคนขายอะไรทำนองนั้น

หรือในอีกความหมายหนึ่ง End-user : ฝ่ายผู้ใช้ ผู้ใช้ ทางผู้ใช้ ทางด้านผู้ใช้ ผู้ใช้งานโดยตรง น่าจะให้ความหมายได้ตรงดีกว่า

มีบางคนใช้คำว่า ผู้ใช้ปลายทาง โดยเฉพาะในคู่มือการใช้พรินเตอร์ คอมพิวเตอร์หรืออะไรประเภทนี้เขาจะแปลว่า ผู้ใช้ปลายทาง คำนี้น่าจะเหมาะกับ ผู้ใช้โทรศัพท์ต้นทางกับปลายทางมากกว่า

หรือไม่ในกรณีที่พูดข้ามจังหวัด ข้ามประเทศ หรือพูดคุยกับคนต่างประเทศว่า

At your end : ทางด้านหรือฝั่งของคุณหรือที่ทางคุณอยู่

At my end : ทางฝ่ายหรือทางฝั่งของผม หรือที่ทางนี้หรือทางประเทศผม น่าจะเหมาะกว่านอกจากนี้ยังมีคำทำนองนี้คือ

End buyer : ผู้ซื้อซึ่งนำสินค้านั้นไปใช้เอง ผู้ซื้อที่ใช้สินค้าตัวนั้นโดยตรง ผู้ซื้อที่ซื้อไปเพื่อใช้เอง (ไม่ได้ซื้อไปขายต่อ) ผู้บริโภคจริง

End consumer : ผู้บริโภคสินค้าโดยตรง ถ้ามองในระบบซื้อขายหรือระบบการจัดจำหน่าย คือเริ่มตั้งแต่ผลิต นำไปจัดจำหน่าย ซื้อมาขายไปเป็นทอดๆกว่าจะไปถึงมือผู้ใช้งานจริง คนที่เอาสินค้ามาใช้งานจริงโดยไม่นำไปซื้อมาขายไปอีก ตรงนี้แหละ คือ end-consumer หรือ EndUser


Jcampa-เจแคมป้า 2 April 2007।[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบอื่นใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]