วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
Postpone
Postpone :-เลื่อนเวลาออกไป เลื่อนไป เลื่อนเวลา ขยายเวลาออกไป ยืดเวลา ถ่วงเวลา ชลอเวลา
คำนี้ไปเกี่ยวกับคดีเขาพระวิหารที่กัมพูชานำไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ทำให้เกิดการพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำให้ฮุนเซนส่งจดหมายดักหน้าไปยังองค์มนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อให้มีการประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทำให้คนไทยไม่พอใจ ถึงขนาดมีการนำกองกำลังทหารของสองประเทศมาเตรียมพร้อมที่จะประจัญบานกันที่บริเวณพรมแดนดังกล่าว ทำให้นายกรัฐมนตรีสมัครของไทยต้องโทรติดต่อกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชา และได้รับคำยืนยันจากท่านนายกสมัครว่า ทางกัมพูชาได้ถอนไม่ให้มีการประชุมขององค์มนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่ได้ยินจากข่าวการสัมภาษณ์ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นายดอน ปรมัตถวินัย ว่าเขาขอเลื่อนคือใช้คำว่า postpone ซึ่งแปลว่า เลื่อนไป ทำไมจึงมีการตีความเป็นยุติ ซึ่งหมายถึงว่า จะไม่มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ
ขณะเดียวกันข่าวที่ออกมา บ้างก็ว่า ชลอการประชุม บ้างก็ว่า เลื่อนไปจนกว่าฝ่ายไทยกับเขมรจะประชุมกันที่เสียมราฐ หรือเสียมเรียบ (ที่เดียวกันแต่เป็นชื่อเก่า) ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 ตรงนี้ยกมากล่าวเพื่อจะให้เห็นเรื่องการตีความหมายของคำว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ถึงขนาดนี้ คนละความหมาย คนละเรื่อง คนละประเด็น
อีกคำคือ map ที่แปลว่า แผนที่ มาเกี่ยวข้องกับเขาพระวิหารเช่นกัน ไปๆมาๆกลับมาแปลว่า แผนผัง อย่างนี้ก็มี ใครอยากจะเปลี่ยนความหมายอย่างไรก็ได้ หรือยังไง
ถึงตรงนี้ ตำหรับตำราที่เรา ลูกหลานเราเรียนกันมา และที่กำลังเรียนกันอยู่ขณะนี้ หรือกำลังจะเรียนกันอีกหลายรุ่น ไม่ทราบว่าจะเพี้ยนไปมากน้อยแค่ไหน บางคนก็แปลกันดื้อๆ เอาตามคำในพจนานุกรมที่เราทราบกันทั่วไปว่าเป็นการแปลแค่เอาเป็นแนวการแปลเท่านั้น ไม่ใช่จะใช้ได้ทุกเรื่องทุกสถานการณ์
ตำราที่ใช้เรียน นักศึกษาก็พอจะอ่านรู้เรื่องได้บ้าง เพราะมีครู อาจารย์คอยแนะ นำให้ และบางตำราก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจว่าเนื้อหาว่า เขาว่าอย่างไร เพราะเป็นรูปแบบที่จะต้องทำหรือปฏิบัติตามขั้นตอน หรือวิธีการในเรื่องนั้นๆอยู่แล้ว เช่น คณิตศาสตร์ แคลคูลัส เรขาคณิตวิเคราะห์ เกี่ยวกับอีเล็กทรอนิกส์ อย่างเช่น วิชา Digital เอย Microcomputer เอย ลองๆไปหาอ่านเอาเถอะ ไม่พอจะได้ใจความอะไรเลย ยกเว้น จะดูตัวอย่าง ดูสูตร แล้วก็ทำแบบฝึกหัดตามตัวอย่าง ดูนักศึกษาหอบตำรากันเล่มโตๆ แต่เปล่าหรอกอย่างมากก็ดูแค่ตัวอย่าง กับฝึกทำแบบฝึกหัดที่อาจารย์กำหนดให้
ถ้าเป็นอย่างนี้ รัฐบาลจะตั้งหน้าปรับปรุง ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ แบบมุ่งเพื่อให้ใช้งานได้จริงๆ ไม่ใช่เพื่อให้เด็กทำคะแนนเอาใจอาจารย์ในห้องเรียนเท่านั้น ถ้าตราบใดเรียนไปแค่ให้ได้คะแนนสูงๆ หรือให้ได้ A ได้ 4 แล้วบอกว่า การเรียนการสอนประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่แล้ว พูดก็ไม่ได้ อ่านก็ไม่ได้ เขียนก็ไม่เป็น แปลก็ไม่ได้ แถมเวลาจะแปลไทยเป็นอังกฤษ หรืออังกฤษเป็นไทยกลับแปลไม่ได้ ต้องไปจ้างตามศูนย์แปล แปลให้ ค่าแปลก็ใช่จะถูกที่ไหน
เคยถามพวกนี้แหละว่าผลการเรียนภาษาอังกฤษคุณได้ A และ 4 ตลอดมา ทำไมไม่แปลเอง เขาบอกว่าเรียนเพื่อสอบผ่าน กับการใช้งานจริงมันคนละเรื่อง สอบเสร็จแล้ว ความรู้ก็ลืมหมดแล้ว หนูไม่ถนัดทางนี้บ้าง ตอนก่อนสอบอาจารย์ก็แนะให้ว่าจะออกเกี่ยวกับอะไรบ้าง เกงข้อสอบเอาบ้าง หรืออะไรต่อมิอะไรบ้าง ตรงนี้ผู้อ่านต้องคิดเองแล้วล่ะ หลายคนจะพูดกันในลักษณะนี้
ลองดูความหมายของคำว่า Permanent Mission ว่ามีการแปลอย่างไรบ้าง
At the United Nations, Cambodia's permanent mission has submitted a letter to the chairman of the Security Council and the chairman of the General Assembly to "draw their attention to to the current situation on the Cambodian-Thai border", Cambodian Information Minister Khieu Kanharith said :-ที่สหประชาชาติ เอกอัครราชทูต / ผู้แทนถาวร / สมาชิกถาวรประจำสหประชาชาติของกัมพูชาได้ยื่นหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงและประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเพื่อดึงความสนใจมายังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบันเกี่ยวกับพรมแดนกัมพูชากับไทย เขียว กันหะรฤทธิ์รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชากล่าว
ข้อความจาก The Nation, 21 July 2008 ที่ยกตัวอย่างนี้มาเพื่อจะเอาข้อความที่ว่า permanent mission มาดูความหมายว่าแปลว่าอะไรกันบ้าง
permanent mission :-ผู้แทนถาวร / สมาชิกถาวร / เอกอัครราชทูตไทยถาวรประจำสหประชาชาติ
permanent mission :-เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำคณะสหประชาชาติ (คำนี้ช่อง 9 Modernine ใช้ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 ข่าวประมาณ 23:15 น। สัมภาษณ์ท่านเอกอัครราชทูตไทยผู้แทนถาวรดังกล่าว ชื่อ ดอน ปรมัตถวินัย
permanent mission :-เอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ (อันนี้เป็นความหมายของช่องโทรทัศน์ ทีวีไทย (Thai PBS ช่อง 6 )
ความหมายตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษ จาก WordWeb Online Dictionary บอกว่า
permanent mission :-An organization of missionaries in a foreign land sent to carry on religious work / An operation that is assigned by a higher headquarters / A special assignment that is given to a person or group / The organized work of a religious missionary / A group of representatives or delegates.
ขอแปลเฉพาะข้อความตรงนี้ A group of representatives or delegates :-กลุ่มผู้แทน หรือกลุ่มผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทน กลุ่มตัวแทน บรรดาผู้แทน บรรดาตัวแทน
จะเห็นว่า คำว่า permanent mission นั้น สื่อแต่ละสื่อ ต่างคนต่างตีความหมายกันไปคนละความหมาย แต่ไม่ว่ากัน เพราะพอยังสื่อความได้ว่า ขณะนั้นสื่อกำลังพูดพูดถึงประเด็นหรือเรื่องเดียวกัน คนเดียวกัน ยกเว้นคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อยู่ๆไปอ่านหรือรับฟังโดยไม่ได้ทราบที่มาที่ไปเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน คงจะงงเอาการอยู่ไม่น้อย คำบางคำยังไม่มีการบัญญัติคำเอาไว้ เราก็เจอปัญหาอย่างนี้เรื่อย ทางการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้น่าจะ มีการบัญญัติคำแปล ความหมายเอาไว้เป็นทางการ จะได้พูดเป็นภาษาเดียวกันทั่วประเทศ
มีข่าวออกทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 88 Mhz ภาค FM ภาคภาษาอังกฤษ ในรายการ Special Report เสนอข่าวเกี่ยวกับ นโยบายภาษาแห่งชาติ -National Language Policy ซึ่งมี ดร. อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์อดีตคณะบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นอดีตนักเรียนที่สอบ Entrance เข้าจุฬามหาวิทยาลัยได้ที่ 1 ของประเทศในปีไหนจำไม่ได้ และขณะปัจจุบันเป็นสมาชิกราชบัณฑิตสถาน เป็นประธาน นโยบายภาษาแห่งชาตินี้ ไม่ทราบว่าสำนักงานอยู่ที่ไหน มีโครงการจะทำอะไรไม่ทราบ เห็นมีแต่เชิญนักวิชาการต่างชาติมาประชุมเพื่อวางระบบ เสร็จแล้วก็หายไปไม่เห็นจะมีข่าวภาคภาษาไทยให้ผู้คนได้ทราบกันเลย จะส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษ หรือว่า จะแก้ไขอะไรยังไง หรือจะมีการบัญญัติศัพท์อะไรยังไม่ทราบได้ แต่อย่างน้อยก็แสดงถึงการตื่นตัว เห็นความสำคัญเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษ และคิดว่าคงจะมีการปฏิรูปการเรียนการสอนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และคงจะมีการตรวจสอบ การเขียน การโฆษณาต่างๆ รวมถึงบทความของหน่วยงานทางการ ที่มีการเขียนผิดเขียนถูกกันบ่อยๆ เลยไม่ทราบว่าชาวบ้านอย่างเราๆจะใช้เพื่อนำมาอ้างอิงได้อย่างไร
น่าจะถึงเวลาที่พวกเราควรจะเปลี่ยนแนวคิดการเรียนภาษาอังกฤษกันใหม่ได้แล้ว เพื่อเราจะได้อ่านเอง เข้าใจเองจะดีกว่าที่ฟังเขาแปลมาให้เราฟังข้างๆคู รู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง ตามพื้นฐานประสบการณ์ และความรู้ของคนแปล ซึ่งมีที่มาที่ไปมากน้อยแค่ไหน หรือแค่รู้หรือจำคำแปลมาจากพจนานุกรมเท่านั้น โดยไม่ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแตกฉานในความหมายของคำนั้นๆ รวมทั้งเนื้อหามากน้อยแค่ไหน
บอกตรงๆ ถ้าตราบใดที่มีการเรียน การสอนกันอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้อีก รวมทั้งกิจกรรมที่จะเสริมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพอย่างที่เห็นๆ รู้กันอยู่อย่างนี้ กี่ปีก็จะได้แค่นี้ ที่ว่าคนเก่งในห้องเรียน ก็แค่เป็นที่ชื่นชมกันในบรรดาครูอาจารย์ เพื่อนๆนักเรียน นักศึกษาในห้องเรียนด้วยกันเท่านั้น คือได้กันแค่ทำข้อสอบได้ตรงใจอาจารย์สอนเท่านั้น แต่เอาไปใช้งานไม่ได้ หรือใช้งานกันได้สักกี่มากน้อย ที่จบหลักสูตร ตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงระดับปริญญาโท หรือสูงกว่านั้น จะมีกันสักกี่คนเองที่นำภาษาอังกฤษมาใช้งานได้จริง นอกจากจะไปศึกษาเพิ่มเติม หรือเรียนเฉพาะแต่ละด้านใหม่อีกครั้งเท่านั้น
บรรดาผู้รู้ที่เขียนตำราเกี่ยวกับภาษาก็มุ่งแค่ให้เด็กอ่านเอาไปทำข้อสอบให้ได้คะแนนสูงๆเท่านั้น จึงมีหนังสือประเภทนี้เกลื่อนตลาดหนังสือ เนื้อหาซ้ำๆ วกไปวนมา เจตนาเพื่อให้ นักเรียน นักศึกษาอ่านเพื่อสอบได้คะแนนสูงๆ เด็กจะได้แข่งขันกันชิงเอาคะแนนกันเท่านั้น ตำหรับตำราประเภทอย่างนี้จึงมีออกมามากมายซ้ำๆกันแต่ละเดือน เพราะขายดิบขายดี ส่วนที่จะเขียนให้มีคนเก่งจริงๆนั้นน้อยมาก และแทบจะไม่มีเลย อย่างมาก ก็เขียนประโยคพร้อมคำแปล ให้ท่อง ให้จำประโยค และคำแปลมาใช้งานในสถานการณ์เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่เรียกว่าบทสนทนาเท่านั้น แต่พอจะเขียนเอง อ่านเอง แปลเองที่นอกเหนือไปจากที่ท่องจำมากลับทำไม่ได้ เพราะได้แค่ที่ท่องมาเท่านั้น
ลองไปดูเอาเถอะ ณ เวลานี้ มีหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการเขียนจดหมาย อย่างมากก็แค่อธิบายหลักการ ต่อจากนั้น ก็ยกตัวอย่าง จดหมายต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษ เล่มหนาๆ หาคำแปลที่เป็นภาษาไทยไม่มีเลย อย่างดีก็แค่ข้อสรุปสั้นๆ นั่นเป็นหนังสือประเภทหนึ่ง อีกประเภทหนึ่งคือหนังสือเกี่ยวกับสัญญา ก็ไม่ผิดอะไรกับหนังสือที่เกี่ยวกับการเขียนจดหมาย ว่ากันด้วยหลักการ แล้วก็ยกตัวอย่างให้ดู หาคำแปลเป็นภาษาไทยก็ไม่มี แล้วอย่างนี้ผู้อ่านจะได้อะไรแค่ไหน
ผู้เขียนเองก็เคยเห็นหนังสือเกี่ยวกับหนังสือราชการ ว่าด้วยการเขียนหนังสือราชการต่างๆ จดหมายทางการต่างๆ เป็นตำราภาษาอังกฤษ ที่จริงก็อยากจะให้มีใครเขียนหนังสือประเภทอย่างนี้ออกมาบ้าง แต่พอเปิดดูแล้ว ผิดคาด เพราะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด มีแต่หลักการ แล้วก็เอาตัวอย่างภาษาอังกฤษมาให้ดู แล้วก็ตัวอย่างภาษาไทย ซึ่งแต่ละตัวอย่างทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย จึงไม่ทราบว่าที่เป็นภาษาอังกฤษเขาว่าอย่างไร ในภาษาไทย และที่เป็นภาษาไทยจะใช้ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร แม้แต่คำขึ้นต้นและคำลงท้ายจดหมาย หรือหนังสือราชการเหล่านั้นภาษาอังกฤษตรงกับภาษาไทยว่าอย่างไร ถ้าเป็นภาษาไทยจะตรงกับภาษาอังกฤษว่าอย่างไร สรุปแล้ว ก็เป็นแค่ หนังสือที่ผู้เขียนรวมรวมเก็บเอาจดหมายเหล่านั้นมาพิมพ์ไว้ในเล่มเดียวกันเท่านั้น ผู้อ่านที่อยากเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม ก็ต้องดิ้นรนหาเองอยู่ดี ไม่ทราบว่าจะซื้อมารกบ้านทำไม
สรุปเอาว่าตำราที่จะเสริม เพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียน ผู้อยากรู้ คนใฝ่รู้จะต่อยอดได้อย่างไร รู้แต่ กริยาสามช่อง Tenses ประโยค Simple, Compound, Complex Sentences , Verb to Be การทำเอกพจน์เป็นพหูพจน์ การใช้ Articles อย่างเช่น a, an, the หรือก็ Some, Any, How Much, How many อะไรทำนองนี้ มีมากโขอยู่แล้ว ที่จำเจอยู่กับพวกนี้ พูดง่ายๆว่าเคยเรียนในห้องเรียนมายังไงก็เขียนมาอย่างนั้น ไม่มีใครคิดจะเอาอะไรที่แปลกใหม่ มีประโยชน์กับการเรียนภาษานี้ให้รู้มากไปกว่านี้เลยเหรอ หรือว่าเมืองไทยถูกจำกัดให้รู้กันอยู่แค่นี้
จึงขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนท่านผู้รู้ พยายามเขียนตำหรับตำรา เน้นให้มีการต่อยอด เสริมเพิ่มเติมเพื่อให้ใช้งานได้จริง อย่าเอาแค่สอบได้คะแนนสูงๆ และอย่าได้เน้นเฉพาะขายดิบขายดีกับนักเรียน นักศึกษาเท่านั้น ให้คำนึงผลประโยชน์ของคนในชาติจะได้รู้มากขึ้น แตกฉานมากขึ้น จะได้สู้กับชาติอื่นเขาได้บ้าง จะได้สามารถอ่านตำราได้โดยตรงจากต้นตำหรับที่เขาเขียนมาจริง หรือสามารถกอบโกยความรู้จาก Internet ได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง
******************************************************************************
Jcampa-เจแคมป้า 25 July2008[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]
วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551
The Rules of English Language
ภาษาอังกฤษ ในหนังสือ The Rules of English Language
The Rules of English Language : รวมกฎการใช้ภาษาอังกฤษ
ดูเหมือนถูกต้อง แต่ที่ถูกนั้นควรเป็น
Rules of the English Language
คำว่า ภาษา ตามหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ จะไม่มี The นำหน้า
แต่ถ้ามี คำว่า Language ตามหลังต้องมี the จึง เป็น the English Language
หากพูดว่า The English เฉยๆ จะหมายถึง คนหรือประชาชนของประเทศอังกฤษ (the English :-the people of England
แต่ถ้า English เฉยๆ :-หมายถึง ในหรือเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เป็นคำ adjective (in or relating to the English language -Cambridge Advanced Learner's Dictionary)
ส่วน Rules นั้น หมายถึงกฎเกณฑ์ต่างๆของภาษาอังกฤษ ไม่ได้เจาะจงว่ากฎไหนและมีหลายกฎด้วย ก็ไม่น่าจะมี the อย่างเช่น ชื่อหนังสือไวยากรณ์อังกฤษจากต่างประเทศเขาใช้ว่า
"Grammatical Hints to Remember" หรือ
"English Grammar Exercises" หรือ
"1001 Useful Phrases and Expressions"
" 7 grammar rules you really should pay attention to"
********************************************************************************
Jcampa-เจแคมป้า
15 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]wrp.inbkk@gmail.com
ประโยคนี้ผิด - Please give a chance to prove my worth to you
Please give a chance to prove my worth to you :-โปรดให้โอกาสเพื่อพิสูจน์ความสามารถของผม (คำแปล ตามเขาแปลเอาไว้ ไปในทำนองนี้เพราะจำแปลที่แท้จริงไม่ได้)
ที่นำมากล่าวที่ตรงนี้ เพราะภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง ด้วยมารยาทจะไม่พูดถึงคนเขียน ตรง
Please give a chance ไม่ทราบว่าให้โอกาสกับใครเพื่อพิสูจน์คุณค่า / ความสำคัญของผมกับคุณ ที่จริงควรเป็น
Please give me a chance
ส่วน my worth ถ้าจะแปลว่า ความสามารถของผม ทำไมไม่ใช้ my ability เพราะ
worth :-คำนี้เป็นทั้ง n।/ adj. แปลว่า (มี) คุณค่า ค่า ประโยชน์ ความสำคัญ ทรัพย์สิน ทรัพย์สมบัติ (ตามคำแปลในพจนานุกรมของ ดร. วิทย์)
ถ้าจะแก้ให้ถูกควรเป็น
Please give me a chance to prove my ability to you :-โปรดให้โอกาสผมพิสูจน์ความสามารถของผมว่ามีคุณค่ากับคุณแค่ไหน / อย่างไร
หมายเหตุ :-
หากต้องการจะใช้ worth ก็ย่อมได้แต่ก็น่าจะให้ความหมายว่า คุณค่า หรือความสำคัญ (ของผม) นั่นคือ
Please give me a chance to prove my worth to you :-โปรดให้โอกาสผมพิสูจน์คุณค่า / ความสำคัญในตัวของผมกับคุณสักครั้งเถอะ (worth ในที่นี้มีความหมายเท่ากับ value)
ประโยคดังกล่าวนี้อยู่ในหน้า 97 Vol।3 (คงไม่บอกชื่อหนังสือไว้ตรงนี้ แต่พร้อมที่จะบอกทางโทรศัพท์หรือ อีเมล์ หากต้องการคำอ้างอิง)
และอีกข้อความจากคนเขียนคนเดียวกันแต่อยู่ใน Vol। 5 ว่า
as an evidence
สำหรับ ในความหมาย "ไว้เป็นหลักฐาน" นี้ เขาจะไม่นิยมใช้ article นำหน้า evidence จึงควรเป็น as evidence
Jcampa-เจแคมป้า
15 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]wrp.inbkk@gmail.com
วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551
Globalization : โลกาภิวัฒน์ / Second hand smoker
► Globalization : โลกาภิวัฒน์
แต่ก่อนจะมาลงเอยที่ความหมายนี้ได้ มีการใช้คำอื่นมาก่อนหลายคำ เช่น
โลกาวิวัฒน์ โลกาวัฒนา หรืออะไรอีกหลายคำจำไม่ได้ สุดท้าย ราชบัณฑิตยสถานบอกว่าไม่ถูกต้องจึงบัญญัติ
คำว่า โลกาวิวัฒน์ มาแทน จึงอยากตั้งข้อสังเกตไว้ว่าฟังข่าว อ่านข่าว ดูข่าว โดยเฉพาะจากสื่อมวลชน ซึ่งมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารไม่เว้นแต่ละวินาที
การแปลข่าว การบัญญัติคำ เขาใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไปไม่ การบัญญัติคำศัพท์บางที จะถือเอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ เช่น
Second hand smoker เขาแปลง่ายๆว่า คนสูบบุหรี่มือสอง ทั้งที่เขาหมายถึง ผู้คนที่อยู่รอบข้างผู้ที่สูบบุหรี่ซึ่งได้รับผลกระทบจากผู้สูบบุหรี่โดยตรง เขาพูดยังกะว่าบุหรี่ สามารถสูบจนเบื่อแล้วทิ้งไป หรือส่งทอดให้คนอื่นไปสูบต่อได้เหมือนรถใช้แล้ว ทั้งที่สูบที่ก็เหลือแค่ก้นบุหรี่ หรือขี้บุหรี่ (ขี้เถ้าหลังจากการไหม้) เท่านั้น จะเป็นมือสอง มือสามไปได้ยังไง
บางครั้งแม้ว่าจะไม่ถูกต้องก็ดูเหมือนว่าถูกไปหมด เพราะไม่มีใครทักท้วง แล้วคำเหล่านี้ถูกนำมาประโคมเข้าหูผู้ฟังตลอดเวลาผิดก็เหมือนถูก จึงต้องใช้วิจารณญาณว่าควรจะนำมาใช้ หรือจะใช้อ้างอิงได้มั๊ย
ทำนองเดียวกันกับคำที่กำลังนิยมใช้กันอยู่คือ “ก้าวกระโดด” ไม่ทราบว่าก้าวยังไงถึงจะกระโดดได้ นอกจาก ก้าวออกมาแล้วหยุดจึงกระโดดต่อ ไม่เชื่อลองทดลองก้าวขาออกมาดู ไม่มีทางที่จะกระโดดได้ทันที เว้นแต่จะหยุดลง แล้วถึงกระโดดต่อ
ต่อมาอีกคำคือ “รุกคืบ” คำว่า “รุก” หรือ invade (to enter a region or a country so as to subjugate or occupy it ตามความหมายของ The NEW OXFORD Dictionary of ENGLISH) เพื่อเข้าไป
ในพื้นที่หรือประเทศใดประเทศหนึ่งเพื่อเอาชนะหรือเข้าครองครองพื้นที่นั้นหรือประเทศนั้น)
(ส่วน to trespass หมายถึง รุกล้ำ หรือการบุกรุก เช่นเข้าไปในที่ของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต)
ตามความเป็นจริงแล้วมันเป็นการรุก หรือบุกอย่างกระชั้นชิด ไล่ติดตามค่อนข้างจะเร็วอยู่แล้ว แต่อยู่ๆมาบอกว่าได้แค่คืบ หรือทำให้มองออกว่า ค่อยๆเคลื่อน ค่อยๆรุกไปที่ละคืบ มันก็ยังไงอยู่ จริงคำพูดพวกนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามจะอธิบายการต่อสู้กองทัพสหรัฐกับกองทัพหรือกองโจรอิรัคช่วงสหรัฐเข้าโจมตีอิรัคว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แต่เขาใช้ว่ารุกคืบ
Jcampa-เจแคมป้า
12March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]
wrp.inbkk@gmail.com
ตรงนี้ก็เป็นตำราเรียนภาษาอังกฤษอีกเล่ม
ตรงนี้ก็เป็นตำราเรียนภาษาอังกฤษอีกเล่ม
Update English Grammar :-ซึ่งใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย”
ถ้าจะแปลตามตัวจะได้ว่า
จงทำให้ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย ไม่ใช่ ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย
ขนาดตำราแท้ๆยังผิดกันอย่างนี้ การศึกษาเมืองไทยจะเป็นอย่างไร สงสารเด็กๆที่ต้องเจอตำราประเภทอย่างนี้ผิดๆ ถูกๆ ยิ่งหนังสือทุกวันนี้ แถมบทเรียนก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ จำเจอยู่กับบทเรียนเก่าๆ อย่างเช่น is, am are, กริยาสามช่องมี Tenses, some, any, much, many, articles, there is, there are, lot of, a lot of, how much, how many เป็นต้น ออกใหม่กี่เล่ม กี่คนเขียน ก็ไม่เห็นมีใครจะคิดเจาะลึก หาวิธีการเขียนที่แปลก แหวกแนว ให้น่าอ่าน ชวนอ่าน และเข้าใจ สามารถนำมาใช้ได้งานได้จริง แต่งประโยค พูดเขียน อ่าน แปลได้ ที่ยังไม่มีใครรู้ หรือที่คนอยากรู้ เพื่อเสริมเติมแต่ง ต่อยอดความรู้เดิมที่มีอยู่ ให้รู้ลึก รู้กว้างสามารถนำมาใช้งานได้จริง ไม่ใช่มุ่งเน้นแค่ให้เด็กรู้แค่สอบได้คะแนนสูง ซึ่งตำราประเภทดังกล่าวมีเกลื่อนและยังมีออกมาใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยไม่มีอะไร ที่เป็นรูปแบบการเขียนให้มีการเจาะลึก พลิกแพลง ให้เด็กได้เข้าใจดีขึ้นเลย เพราะใครเขียน ออกมาก็คล้ายกัน อยากให้มีการเอาสิ่งที่หาอ่านไม่ได้ หรือที่ผู้คนข้องคาใจ มาทำให้กระจ่างขึ้น จะทำอย่างไรถึงจะเก่งให้สามารถเอาภาษาอังกฤษมาใช้งานได้ อ่านได้ เขียนได้ พูดได้ แปลได้ แถมเขียนตำราออกมาแบบรู้ไม่จริง แล้วบ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้าสู้ประเทศอื่นเขาได้อย่างไร
ข้อความที่เป็นชื่อหนังสือ แก้ใหม่ควรเป็น
Updated English Grammar : ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย หรือ ไวยากรณ์อังกฤษที่ถูกทำให้ทันสมัย หรือไม่ก็
Update of English Grammar : การทำให้ทันสมัยเกี่ยวกับไวยากรณ์อังกฤษ
ถ้าตามที่เขาเขียนภาษาอังกฤษมานั้น Update เป็นคำกริยาแปลว่าจงทำให้ หรือให้ทำให้ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย ขณะเดียวกันคำนี้ก็เป็นคำนามได้ด้วย คือการทำให้ทันสมัย จึงควรใช้ให้ถูก
Jcampa-เจแคมป้า
12 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]wrp.inbkk@gmail.com
Update English Grammar :-ซึ่งใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย”
ถ้าจะแปลตามตัวจะได้ว่า
จงทำให้ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย ไม่ใช่ ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย
ขนาดตำราแท้ๆยังผิดกันอย่างนี้ การศึกษาเมืองไทยจะเป็นอย่างไร สงสารเด็กๆที่ต้องเจอตำราประเภทอย่างนี้ผิดๆ ถูกๆ ยิ่งหนังสือทุกวันนี้ แถมบทเรียนก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ จำเจอยู่กับบทเรียนเก่าๆ อย่างเช่น is, am are, กริยาสามช่องมี Tenses, some, any, much, many, articles, there is, there are, lot of, a lot of, how much, how many เป็นต้น ออกใหม่กี่เล่ม กี่คนเขียน ก็ไม่เห็นมีใครจะคิดเจาะลึก หาวิธีการเขียนที่แปลก แหวกแนว ให้น่าอ่าน ชวนอ่าน และเข้าใจ สามารถนำมาใช้ได้งานได้จริง แต่งประโยค พูดเขียน อ่าน แปลได้ ที่ยังไม่มีใครรู้ หรือที่คนอยากรู้ เพื่อเสริมเติมแต่ง ต่อยอดความรู้เดิมที่มีอยู่ ให้รู้ลึก รู้กว้างสามารถนำมาใช้งานได้จริง ไม่ใช่มุ่งเน้นแค่ให้เด็กรู้แค่สอบได้คะแนนสูง ซึ่งตำราประเภทดังกล่าวมีเกลื่อนและยังมีออกมาใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยไม่มีอะไร ที่เป็นรูปแบบการเขียนให้มีการเจาะลึก พลิกแพลง ให้เด็กได้เข้าใจดีขึ้นเลย เพราะใครเขียน ออกมาก็คล้ายกัน อยากให้มีการเอาสิ่งที่หาอ่านไม่ได้ หรือที่ผู้คนข้องคาใจ มาทำให้กระจ่างขึ้น จะทำอย่างไรถึงจะเก่งให้สามารถเอาภาษาอังกฤษมาใช้งานได้ อ่านได้ เขียนได้ พูดได้ แปลได้ แถมเขียนตำราออกมาแบบรู้ไม่จริง แล้วบ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้าสู้ประเทศอื่นเขาได้อย่างไร
ข้อความที่เป็นชื่อหนังสือ แก้ใหม่ควรเป็น
Updated English Grammar : ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย หรือ ไวยากรณ์อังกฤษที่ถูกทำให้ทันสมัย หรือไม่ก็
Update of English Grammar : การทำให้ทันสมัยเกี่ยวกับไวยากรณ์อังกฤษ
ถ้าตามที่เขาเขียนภาษาอังกฤษมานั้น Update เป็นคำกริยาแปลว่าจงทำให้ หรือให้ทำให้ไวยากรณ์อังกฤษทันสมัย ขณะเดียวกันคำนี้ก็เป็นคำนามได้ด้วย คือการทำให้ทันสมัย จึงควรใช้ให้ถูก
Jcampa-เจแคมป้า
12 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]wrp.inbkk@gmail.com
วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551
ตรงนี้ก็เป็นตำราภาษาอังกฤษเล่มโต
ตรงนี้ก็เป็นตำราภาษาอังกฤษเล่มโต ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า
“English Grammar for High Learners”
มีใครที่ไหนเขาใช้กัน High Learners มีแต่ High level ที่ถูกต้องเป็น
Advanced Learners : ผู้เสาะหาความรู้ในชั้นที่สูงขึ้น ผู้ใฝ่รู้ขั้นก้าวหน้า คนแสวงหาความรู้ความช่ำชองในวิชาการด้านใดด้านหนึ่งที่อยู่ในระดับสูงที่ขึ้นอย่างมาก
Advanced student : นักศึกษาระดับสูง ไม่ใช่
High Learner เหมือนชื่อหนังสือไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเล่มดังกล่าวที่ชื่อว่า English Grammar for High Learners ไม่มีใครเขาพูดกัน เว้นแต่
ต้นไม้สูง อาคารสูง ภูเขาสูง เขาถึงจะใช้กันว่า high มากกว่า หรือไม่ก็
high class, high level จึงจะถูกต้อง
สำหรับ Learner นั้นหมายถึง คนที่กำลังเรียนในวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือทักษะสาขาใดสาขาหนึ่ง หรือผู้เสาะหาความรู้ด้านใดด้านหนึ่ง เช่น learner driver หมายถึงคนที่กำลังเรียนขับรถที่ยังไม่ผ่านการทดสอบรับใบขับขี เป็นต้น
Jcampa-เจแคมป้า
10 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/
[สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]
wrp.inbkk@gmail.com
นี่ก็อีกเล่มที่มีอะไรผิดๆ
นี่ก็อีกเล่มที่มีอะไรผิดๆ
ตรงนี้ก็เป็นหนังสือที่ผิดอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาภายในหลายที่เขียนเอาไว้ผิดๆ เช่น
ประโยคง่ายๆอย่างนี้ก้ยังมีผิด
How are you? :สบายดี (ตรงนี้ถูกต้อง แต่ประโยคถัดมา
How do you do? :สบายดีหรือ (ตรงนี้ผิด ร้อยเปอร์เซนต์ เพราะประโยคนี้เป็นประโยคทักทายที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ เช่นมีคนแนะนำให้รู้จักกัน ต่างฝ่ายจะใช้คำพูดว่า How do you do? : ทำนองว่า หวัดดีครับ หรือยินดี (ที่ได้รู้จักครับ) พร้อมกับ Shake hand (shake each other's right hand ถ้าเป็นคำนามใช้ว่า handshake) กัน หรือสัมผัสมือข้างขวาของแต่ละคน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็พูดทักทายด้วยข้อความเดียวกันดังที่กล่าวนั้น
ดังนั้น How do you do? จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะแปลว่า สบายดีหรือ เหมือนกับ How are you? จึงเป็นไปไม่ได้ กลัวว่าเด็กจะดูดซับเอาของผิดๆพวกนี้ไปใช้ไม่รู้ตัว
ต่อมาในหน้า 13 ของหนังสือเล่มนี้ ถามว่า
How's going? : เป็นอย่างไรบ้าง ที่ถูกต้องเป็น How's it going?
ต่อมาในหน้า 14 มีประโยคว่า
What's bring you here today? : ลมอะไรหอบมาที่นี่ได้ล่ะ ที่ถูกต้องเป็น
What has brought you here today?
ในหน้า 30. When is he expected back? : เขาบอกว่าจะกลับมาเมื่อไรครับ ที่ถูกต้องเป็น
When is he expected to be back?
ในหน้า 48 ตรงหัวข้อ ถามอาการเพื่อน เขาใช้ภาษาอังกฤษว่า about sick เป็นไปไม่ได้เลย เมื่อ about เป็นบุรพบทขณะที่ sick เป็นคำคุณศัพท์ ไม่สามารถเป็นกรรมของบุรพทได้
sick จึงควรเป็น sickness หรือ about being sick หรือ illness (แต่ตัวนี้ออกจะป่วยหนักกว่า sick)
หัวข้อหน้า 56 ใช้ว่า Likes and Dislikes : ชอบ ไม่ชอบ ทั้งสองคำนี้เป็นคำกริยาจะเติม -s เมื่อประธานเป็นเอกพจน์บุรุทที่สามในประโยค Present tense เท่านั้นจึงเติม -s
อย่างในกรณีอย่างที่ใช้เป็นหัวข้อในขณะที่ผู้เขียนคงนึกว่าเป็นคำนามกระมัง ถ้าเป็นคำนามเขาใช้ว่า the like (ซึ่งหมายถึงสิ่งของที่เป็นเอกพจน์ หรือเป็นพหูพจน์ (a thing or things ) ที่เป็นชนิดเดียวกัน คือเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์) ส่วน Dislike เมื่อเป็นคำนามหมายถึง ความไม่ชอบ ความไม่เป็นมิตร ความมุ่งร้าย ความรู้สึกที่ไม่ชอบ (a feeling of distaste or hostility)
นอกจานั้นยังมีประโยคผิดๆอีกมาก เช่น
It better not be Ball. I don't want to loss another friend to the death of love. หรือ
It better not be just 'coz' he looks like Brad Pitt. Marriage is more than a fling with a movie-star look-alike.
สรุปง่ายๆว่าจะซื้อหรืออ่านหนังสือต้องให้ความสนใจด้วยว่ามีความถูกต้องแค่ไหน ไม่ใช่พิมพ์เป็นเล่มก็คิดว่าเป็นหนังสือที่ถูกต้องสมบูรณ์ เหมือนคำพูดที่มักจะได้ยินกันบ่อยว่า “อ่านไปเถอะ ดีทั้งนั้นขอให้เป็นหนังสือ” คนที่รู้อะไรไม่จริงจะพูดอะไรก็พูดได้ทั้งนั้น ไม่ได้มองว่าจะเกิดผลกระทบ ความเสียหายว่าจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน เดี่ยวจะอายต่างชาติเขา ยิ่งยุคทุกวันนี้ เป็นยุคไร้พรมแดน ภาษาอังกฤษใช้เป็นตัววัดหรือกำหนดระดับความรู้ การศึกษาของคนในแต่ละประเทศ หรือสถานะบางอย่างของคนได้
มีไหม ผู้รู้ทั้งหลายที่คิดจะมารวมตัวกันตั้งเป็นชมรม หรือเป็นอาสาสมัครเพื่อคอยเฝ้าติดตาม คอยดูการใช้ภาษาอังกฤษ หรือจะเป็นภาษาไทยด้วยก็ได้จะยิ่งดีมากเลย คอยติ ให้คำแนะนำ แก้ไขในสิ่งที่ผิดๆให้ถูกต้องเป็นมาตรฐานสากลกับประเทศอื่นๆ
หรือจะให้มีการเผาตำราไปก่อนถึงจะรู้ตัวว่า เรียนกันมาผิดๆ สอนกันมาผิดๆ จำกันได้ไหมประมาณปี 2541 หรือ 2542 ประมาณนั้น มีนักวิชาการออกมาโวยวายว่าตำราผิด ทางโรงพิมพ์จึงสั่งเผาตำรา ทั้งที่ (หนังสือเล่มดังกล่าว (หนังสือภาษาอังกฤษมัธยมปีที่ 3) มีการสอนกันมาหลายปีก่อนที่จะมีการเผาเสียด้วยซ้ำ ครู อาจารย์ที่สอนช่างไม่รู้เลยว่าอะไรถูกอะไรผิด ผู้เขียนบทความนี้เคยมีลูกได้เรียนหนังสือเล่มดังกล่าวด้วย และ พ่อเคยบอกกับลูกว่าตรงนี้ผิด ช่วยไปบอกครูด้วย แต่ลูกไม่กล้าเพราะกลัวจะเด่นและเสี่ยงที่ครูจะไม่เห็นด้วย เดี๋ยวหน้าแตก
ตรงนี้คืออุทาหรณ์ที่ควรตระหนักเอาไว้ อย่าว่าแต่หนังสือเลย โฆษณาภาษาอังกฤษหลายสถาบันก็มีผิดไม่น้อย นี่และเมืองไทย ที่ไม่กล้าแสดงออกในสิ่งที่ควรจะแสดง อะไรก็เก็บเงียบ กว่าจะรู้อะไรผิดก็สายเสียแล้ว
Jcampa-เจแคมป้า
10 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/ [สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]
wrp.inbkk@gmail.com
ตรงนี้ก็เป็นหนังสือที่ผิดอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาภายในหลายที่เขียนเอาไว้ผิดๆ เช่น
ประโยคง่ายๆอย่างนี้ก้ยังมีผิด
How are you? :สบายดี (ตรงนี้ถูกต้อง แต่ประโยคถัดมา
How do you do? :สบายดีหรือ (ตรงนี้ผิด ร้อยเปอร์เซนต์ เพราะประโยคนี้เป็นประโยคทักทายที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ เช่นมีคนแนะนำให้รู้จักกัน ต่างฝ่ายจะใช้คำพูดว่า How do you do? : ทำนองว่า หวัดดีครับ หรือยินดี (ที่ได้รู้จักครับ) พร้อมกับ Shake hand (shake each other's right hand ถ้าเป็นคำนามใช้ว่า handshake) กัน หรือสัมผัสมือข้างขวาของแต่ละคน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็พูดทักทายด้วยข้อความเดียวกันดังที่กล่าวนั้น
ดังนั้น How do you do? จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะแปลว่า สบายดีหรือ เหมือนกับ How are you? จึงเป็นไปไม่ได้ กลัวว่าเด็กจะดูดซับเอาของผิดๆพวกนี้ไปใช้ไม่รู้ตัว
ต่อมาในหน้า 13 ของหนังสือเล่มนี้ ถามว่า
How's going? : เป็นอย่างไรบ้าง ที่ถูกต้องเป็น How's it going?
ต่อมาในหน้า 14 มีประโยคว่า
What's bring you here today? : ลมอะไรหอบมาที่นี่ได้ล่ะ ที่ถูกต้องเป็น
What has brought you here today?
ในหน้า 30. When is he expected back? : เขาบอกว่าจะกลับมาเมื่อไรครับ ที่ถูกต้องเป็น
When is he expected to be back?
ในหน้า 48 ตรงหัวข้อ ถามอาการเพื่อน เขาใช้ภาษาอังกฤษว่า about sick เป็นไปไม่ได้เลย เมื่อ about เป็นบุรพบทขณะที่ sick เป็นคำคุณศัพท์ ไม่สามารถเป็นกรรมของบุรพทได้
sick จึงควรเป็น sickness หรือ about being sick หรือ illness (แต่ตัวนี้ออกจะป่วยหนักกว่า sick)
หัวข้อหน้า 56 ใช้ว่า Likes and Dislikes : ชอบ ไม่ชอบ ทั้งสองคำนี้เป็นคำกริยาจะเติม -s เมื่อประธานเป็นเอกพจน์บุรุทที่สามในประโยค Present tense เท่านั้นจึงเติม -s
อย่างในกรณีอย่างที่ใช้เป็นหัวข้อในขณะที่ผู้เขียนคงนึกว่าเป็นคำนามกระมัง ถ้าเป็นคำนามเขาใช้ว่า the like (ซึ่งหมายถึงสิ่งของที่เป็นเอกพจน์ หรือเป็นพหูพจน์ (a thing or things ) ที่เป็นชนิดเดียวกัน คือเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์) ส่วน Dislike เมื่อเป็นคำนามหมายถึง ความไม่ชอบ ความไม่เป็นมิตร ความมุ่งร้าย ความรู้สึกที่ไม่ชอบ (a feeling of distaste or hostility)
นอกจานั้นยังมีประโยคผิดๆอีกมาก เช่น
It better not be Ball. I don't want to loss another friend to the death of love. หรือ
It better not be just 'coz' he looks like Brad Pitt. Marriage is more than a fling with a movie-star look-alike.
สรุปง่ายๆว่าจะซื้อหรืออ่านหนังสือต้องให้ความสนใจด้วยว่ามีความถูกต้องแค่ไหน ไม่ใช่พิมพ์เป็นเล่มก็คิดว่าเป็นหนังสือที่ถูกต้องสมบูรณ์ เหมือนคำพูดที่มักจะได้ยินกันบ่อยว่า “อ่านไปเถอะ ดีทั้งนั้นขอให้เป็นหนังสือ” คนที่รู้อะไรไม่จริงจะพูดอะไรก็พูดได้ทั้งนั้น ไม่ได้มองว่าจะเกิดผลกระทบ ความเสียหายว่าจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน เดี่ยวจะอายต่างชาติเขา ยิ่งยุคทุกวันนี้ เป็นยุคไร้พรมแดน ภาษาอังกฤษใช้เป็นตัววัดหรือกำหนดระดับความรู้ การศึกษาของคนในแต่ละประเทศ หรือสถานะบางอย่างของคนได้
มีไหม ผู้รู้ทั้งหลายที่คิดจะมารวมตัวกันตั้งเป็นชมรม หรือเป็นอาสาสมัครเพื่อคอยเฝ้าติดตาม คอยดูการใช้ภาษาอังกฤษ หรือจะเป็นภาษาไทยด้วยก็ได้จะยิ่งดีมากเลย คอยติ ให้คำแนะนำ แก้ไขในสิ่งที่ผิดๆให้ถูกต้องเป็นมาตรฐานสากลกับประเทศอื่นๆ
หรือจะให้มีการเผาตำราไปก่อนถึงจะรู้ตัวว่า เรียนกันมาผิดๆ สอนกันมาผิดๆ จำกันได้ไหมประมาณปี 2541 หรือ 2542 ประมาณนั้น มีนักวิชาการออกมาโวยวายว่าตำราผิด ทางโรงพิมพ์จึงสั่งเผาตำรา ทั้งที่ (หนังสือเล่มดังกล่าว (หนังสือภาษาอังกฤษมัธยมปีที่ 3) มีการสอนกันมาหลายปีก่อนที่จะมีการเผาเสียด้วยซ้ำ ครู อาจารย์ที่สอนช่างไม่รู้เลยว่าอะไรถูกอะไรผิด ผู้เขียนบทความนี้เคยมีลูกได้เรียนหนังสือเล่มดังกล่าวด้วย และ พ่อเคยบอกกับลูกว่าตรงนี้ผิด ช่วยไปบอกครูด้วย แต่ลูกไม่กล้าเพราะกลัวจะเด่นและเสี่ยงที่ครูจะไม่เห็นด้วย เดี๋ยวหน้าแตก
ตรงนี้คืออุทาหรณ์ที่ควรตระหนักเอาไว้ อย่าว่าแต่หนังสือเลย โฆษณาภาษาอังกฤษหลายสถาบันก็มีผิดไม่น้อย นี่และเมืองไทย ที่ไม่กล้าแสดงออกในสิ่งที่ควรจะแสดง อะไรก็เก็บเงียบ กว่าจะรู้อะไรผิดก็สายเสียแล้ว
Jcampa-เจแคมป้า
10 March 2008
http://jcampa-newlook.blogspot.com/ [สงวนลิขสิทธิ์ห้ามลอกแบบ เลียนแบบหรือนำไปดัดแปลงใช้ในสื่อรูปแบบใดๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษร]
wrp.inbkk@gmail.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






